ผู้เขียน: Rayban UfabetGroup

  •  Vitinha ซัดแฮตทริกช่วย ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

     Vitinha ซัดแฮตทริกช่วย ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

    Vitinha ซัดแฮตทริกช่วยให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมง พลิกแซงเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไปได้ 5-3 ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกสุดมันส์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

    ดาวเตะแดนกลาง  Vitinha ซัดแฮตทริกช่วยให้ปารีส แซงต์ แชร์กแมง พลิกแซงเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ไปได้ 5-3 ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกสุดมันส์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

    กลางค่ำคืนฟุตบอลยุโรปที่ปารีส แฟนบอลทั่วโลกได้ชมหนึ่งในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่มันที่สุดของฤดูกาล เมื่อ Paris Saint-Germain แชมป์เก่ายูโรป เปิดบ้านรับการมาเยือนของ Tottenham Hotspur ในแมตช์ที่เต็มไปด้วยประตู จังหวะพลิกไปมา และเรื่องราวส่วนตัวที่เข้มข้นของหลายตัวละครในสนาม

    สกอร์สุดท้ายจบลงที่ PSG ชนะ 5-3 แต่ระหว่างทางของเกมนี้มีทั้งดราม่า การแซงกลับไปกลับมา โอกาสที่ไม่ควรพลาด การป้องกันที่หละหลวม และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ค่ำคืนในฝัน” ของวิตินญ่าเพลย์เมกเกอร์ชาวโปรตุเกสที่กดแฮตทริกแรกในชีวิตการค้าแข้งของเขา

    เกมนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บสามคะแนนในรอบลีกเฟสเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า PSG ชุดปัจจุบัน แม้จะมีปัญหานักเตะบาดเจ็บและการโรเตชัน ก็ยังมีบุคลิกของทีมแชมป์เก่าที่ยังไม่ยอมปล่อยบัลลังก์ยุโรปไปง่าย ๆ

    Tottenham เปิดก่อน ขึ้นนำ และหวัง “หลอกหลอน” ทีมเก่า

    ฝ่ายที่ออกสตาร์ตดีกว่าคือ Tottenham ของโค้ช Thomas Frank ซึ่งพยายามปรับภาพลักษณ์ทีมให้กลับมาดุดันหลังเพิ่งโดน Arsenal ถล่ม 4-1 ในเกมก่อนหน้า

    สเปอร์สเลือกเล่นอย่างกล้าหาญ เปิดหน้าแลก ใช้สองกองหน้าสร้างความวุ่นวายในแนวรับของ PSG โดยเฉพาะ Randal Kolo Muani ที่ยืมตัวมาจาก PSG เอง และตั้งใจจะ “ลงโทษ” สโมสรต้นสังกัดให้ได้

    ในนาทีที่ 35 แผนของ Frank ก็ได้ผล Archie Gray เปิดบอลจากฝั่งซ้ายไปที่เสาสอง Kolo Muani โหม่งชงกลับเข้ากลางและเป็น Richarlison โขกจ่อ ๆ เข้าประตูไป กลายเป็นประตูที่สามในสามนัดติดต่อกันของกองหน้าบราซิล และเป็นประตูที่หกในฤดูกาลนี้

    สเปอร์สขึ้นนำ 1-0 จากโอกาสจะแจ้งครั้งแรกของพวกเขาในเกม เป็นการบอกให้ PSG รู้ว่า เกมนี้ไม่มีคำว่าง่ายแม้จะเล่นในบ้านก็ตาม

    Vitinha จุดประกาย ตีเสมอก่อนพักครึ่งแบบสุดสวย

    แต่ความตั้งใจจะคว้าชัยในบ้านของ PSG ก็ชัดเจนไม่แพ้กัน แชมป์เก่าพยายามตอบโต้ทันทีด้วยจังหวะบุกที่หลากหลาย ทั้งการต่อบอลพื้นสลับขึ้นเกมด้านข้าง การประสานงานของแดนกลาง และการสอดขึ้นของฟูลแบ็ก

    ท้ายครึ่งแรก ความพยายามของ PSG ก็ได้ผล เซ็ตเกมขึ้นมาทางกลางสนาม บอลถูกส่งต่อมาถึง Quentin Ndjantou ก่อนจ่ายให้วิตินญ่าที่ยืนอยู่หน้ากรอบเขตโทษ

    วิตินญ่าปล่อยบอลไหลผ่านขาไปด้านขวาเล็กน้อยเพื่อเปิดมุม แล้วกดด้วยขวาเต็มข้อ บอลพุ่งด้วยวิถีที่สวยงามชนคานด้านล่างก่อนเด้งเข้าประตู กลายเป็นประตูตีเสมอ 1-1 ที่ทั้งสวยและสำคัญอย่างยิ่ง

    สำหรับ PSG มันคือการปลดล็อกความกดดันก่อนจบครึ่งแรก
    สำหรับ Vitinha มันคือสัญญาณว่า นี่อาจเป็น “ค่ำคืนของเขาจริง ๆ”

    ครึ่งหลังเดือด! สกอร์ไหลผลัดกันยิง แทบไม่ให้ได้หายใจ

    เริ่มครึ่งหลังได้ไม่นาน ความมันของเกมเพิ่มขึ้นแบบเท่าตัว

    สเปอร์สใช้เกมสวนกลับฉาบฉวยเล่นงานแนวรับ PSG อีกครั้ง บอลจากจังหวะยิงของ Archie Gray ที่ถูกเคลียร์จากเส้นโดย Willian Pacho กลับไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะลูกที่เด้งออกมายังไม่หลุดจากเขตอันตราย

    Kolo Muani ตามมาเก็บบอลจังหวะสองก่อนอัดเต็มข้อ ส่งบอลตุงตาข่าย เป็นประตูแรกของเขาในเสื้อ Tottenham หลังย้ายมาด้วยสัญญายืมตัวจาก PSG เอง และเป็นการขึ้นนำ 2-1 ที่เต็มไปด้วยความหมายทางอารมณ์

    แต่แชมป์เก่าก็ไม่ยอมให้เรื่องราวจบแบบนั้น

    Vitinha โชว์ของอีกครั้ง ตีเสมอ 2-2 ด้วยเท้าซ้ายสุดนิ่ง

    เพียงไม่นานหลังจากนั้น PSG ก็แสดงให้เห็นว่า ทำไมพวกเขาถึงยังเป็นทีมที่ไม่มีใครประมาทได้

    จังหวะนี้เริ่มจาก Khvicha Kvaratskhelia ที่เลี้ยงตัดเข้ากลาง ก่อนแทงทะลุช่องไปให้ วิตินญ่า บริเวณเส้นกรอบเขตโทษ

    วิตินญ่า แตะบอลหนึ่งจังหวะหลอกแนวรับสเปอร์ส แล้วซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเรียดเสียบมุมอย่างเยือกเย็น กลายเป็นประตูที่สองของเขาในเกม และทำให้สกอร์เท่ากันที่ 2-2

    สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่คุณภาพของการจบสกอร์ แต่คือ “ความนิ่ง” และ “ความเฉียบ” ที่วิตินญ่าแสดงออกในเกมที่เต็มไปด้วยความกดดัน

    จากมิดฟิลด์ที่มักถูกมองว่าเป็นตัวเชื่อมเกม เขาก้าวขึ้นมาเป็นตัวตัดสินผลการแข่งขันอย่างเต็มตัวในค่ำคืนนี้

    PSG พลิกขึ้นนำ  Ruiz และ Pacho เติมสกอร์จนเกมแทบขาด

    หลังตีเสมอเป็น 2-2 PSG เริ่มคุมอารมณ์เกมได้ดีกว่า ความมั่นใจไหลกลับมาสู่ผู้เล่นทุกตำแหน่ง

    ในจังหวะหนึ่งบริเวณหน้ากรอบเขตโทษของสเปอร์ส Pape Matar Sarr ถูกแย่งบอลได้ และลูกกลิ้งไปถึง Joao Neves ที่จ่ายแบ็กฮีลอย่างเหนือชั้นย้อนให้ Fabian Ruiz วิ่งมากดเสียบเสาอย่างเฉียบคม กลายเป็นประตู 3-2 ที่ทำให้ PSG ขึ้นนำเป็นครั้งแรกในเกม

    ไม่เพียงเท่านั้น ลูกเตะมุมในช่วงถัดมา แนวรับสเปอร์สป้องกันกันอย่างลนลาน บอลตกใส่เท้าของ Willian Pacho ที่เติมขึ้นมาช่วยลุ้นในเขตโทษ และเขาไม่พลาดจิ้มเข้าไป กลายเป็นสกอร์ 4-2

    จังหวะนี้เผยให้เห็นปัญหาใหญ่ของ Spurs อย่างชัดเจน

    • การยืนประกบในลูกเซตเพลย์หลวม
    • การเคลียร์บอลไม่ขาด
    • การสื่อสารในแนวรับไม่ชัดเจน

    เมื่อเผชิญหน้ากับทีมที่มีคุณภาพการจบสกอร์ระดับ PSG ความผิดพลาดเล็กน้อยจึงกลายเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ทันที

    Kolo Muani ไม่ยอม ซัดเม็ดสองไล่มา 4-3 จากความผิดพลาดของ วิตินญ่า เอง

    แม้จะถูกนำห่างถึง 4-2 แต่เกมของสเปอร์สก็ยังไม่ตายง่าย ๆ

    วิตินญ่าที่กำลังเล่นอย่างมั่นใจดันมีโมเมนต์พลาดเสียบอลในแดนตัวเองแบบไม่น่าจะเกิดขึ้น บอลถูกตัดได้และไหลมาถึง Kolo Muani ที่ยิงสวนทันทีเข้าประตู เป็นสกอร์ไล่มา 4-3 และเป็นประตูที่สองของเขาในเกม

    นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจ – ฮีโร่ของ PSG ในเกมนี้คือ Vitinha แต่ประตูหนึ่งของ Spurs ก็เกิดจากความผิดพลาดของเขาเองเช่นกัน

    เกมกลับมามีลุ้นอีกครั้ง แฟนบอลทีมเยือนเริ่มเชื่อว่าปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นได้

    วิตินญ่า ปิดจ็อบจากจุดโทษ แฮตทริกแรกในชีวิต ปิดกล่อง 5-3

    ทว่าช่วงท้ายเกม โชคชะตาก็หันกลับมายิ้มให้วิตินญ่าอีกครั้ง

    จังหวะยิงในเขตโทษของเขาถูก Cristian Romero ยกแขนบล็อกบอล ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที หลังตรวจเช็กจอ VAR ยืนยันไม่มีข้อโต้แย้ง

    วิตินญ่ารับหน้าที่สังหารด้วยตัวเอง บอลพุ่งเสียบมุมอย่างมั่นใจ แม้เคยยิงพลาดในการดวลจุดโทษกับ Spurs ในศึกยูฟ่า ซูเปอร์คัพ มาก่อน แต่ครั้งนี้เขาไม่พลาด

    สกอร์ขยับเป็น 5-3 และกลายเป็น แฮตทริกแรกในชีวิตการเล่นระดับอาชีพของ วิตินญ่า

    หลังเกมเขาพูดกับ Canal Plus ว่า

    “นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ผมยิงได้สามประตูในหนึ่งเกม และแม้แต่ยิงสองลูกในนัดเดียวก็ยังไม่เคยทำมาก่อน มันพิเศษมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือผมดีใจที่ทีมกลับมาชนะได้จากการตามหลังถึงสองครั้ง”

    มันไม่ใช่แค่ตัวเลขสามประตู แต่มันคือการยืนยันว่าเขาเป็นมากกว่ามิดฟิลด์ต่อเกมธรรมดา เขาคือ “จุดชี้ขาด” ในเกมสำคัญได้ด้วย

    PSG ใกล้เข้ารอบน็อกเอาต์ ส่วน Spurs ยังต้องลุ้นหนัก

    ชัยชนะนัดนี้ทำให้ PSG เก็บเพิ่มเป็น 4 ชัยชนะจาก 5 นัดในรอบลีกเฟส ใกล้การันตีการจบท็อป 8 ซึ่งหมายถึงการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบอัตโนมัติ

    แม้จะมีปัญหาเรื่องใบแดงของ Lucas Hernandez ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากจังหวะศอกใส่ Xavi Simons ซึ่งอาจส่งผลต่อแมตช์ถัดไป แต่ในภาพรวมแล้ว PSG แสดงให้เห็นถึง

    • ความแข็งแกร่งทางจิตใจ
    • ความลึกของขนาดทีม
    • ความสามารถในการกลับมาจากการตามหลังสองครั้งในเกมเดียว

    ด้าน Spurs หล่นไปอยู่ลำดับ 16 ในตารางลีกเฟส แต่ยังไม่หมดหวัง พวกเขายังมีโอกาสเก็บคะแนนจากเกมกับ Slavia Prague ในแมตช์ถัดไป เพื่อลุ้นตั๋วเข้ารอบต่อไป

    อย่างไรก็ตาม สถิติที่น่ากังวลคือ สเปอร์สเสีย 11 ประตูในสามนัดหลังสุด และชนะเพียง 3 จาก 12 เกมล่าสุดในทุกรายการ นั่นแสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ในเกมนี้ แต่เป็นอาการเรื้อรังที่ต้องแก้เร่งด่วนทั้งในแง่โครงสร้างเกมรับและความมั่นใจของทีม

    โค้ช Thomas Frank ยังพยายามมองแง่ดี เขายืนยันหลังเกมว่า

    “ผมพอใจกับความกล้าหาญและความดุดันของทีม วันนี้เราแสดงตัวตนของทีมได้ดีขึ้น มีหลายอย่างที่เป็นสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะการที่สองกองหน้าทำได้สามประตูร่วมกัน”

    แต่ในระดับแชมเปียนส์ลีก ถ้าคุณเสียประตูมากขนาดนี้ คำว่าพอใจกับฟอร์มอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแล้ว

    บทสรุป ค่ำคืนของ วิตินญ่า และข้อความจาก PSG ถึงทั้งยุโรป

    เกมนี้จะถูกจดจำในหลายมิติ

    • ในมุมของวิตินญ่านี่คือคืนที่เขายืนยันสถานะ “สตาร์แดนกลาง” อย่างเต็มตัว
    • ในมุมของ PSG นี่คือชัยชนะที่แสดงให้เห็นถึงคาแรกเตอร์ของทีมแชมป์เก่า
    • ในมุมของ Tottenham นี่คือสัญญาณเตือนว่าถ้าไม่ขันเกมรับให้แน่น โอกาสในยุโรปอาจหายวับไปอย่างรวดเร็ว

    แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ แชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าอีกมาก และทีมอย่าง PSG ก็ยังคงเป็นตัวเต็งที่ไม่มีใครอยากเจอในรอบน็อกเอาต์

    ถ้าคุณชอบดูเกมเดือด ๆ แบบ PSG ชน Spurs หรือบิ๊กแมตช์แชมเปียนส์ลีกคู่อื่น ๆ การมีช่องทางลุ้นที่ทั้งปลอดภัย เสถียร และเข้าเล่นง่าย จะช่วยให้ทุกนาทีในสนามสนุกขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

    ดูบอลไป ลุ้นไป ใช้งานง่ายทั้งมือถือและคอม เพียงคลิกเดียวเริ่มประสบการณ์ใหม่กับ ufabet ทางเข้า

  • เอ็ดดี้ ฮาว ยืนข้าง นิค โป๊ป

    เอ็ดดี้ ฮาว ยืนข้าง นิค โป๊ป

    เอ็ดดี้ ฮาว ยืนข้าง นิค โป๊ป หลังผิดพลาดเกมพ่ายมาร์กเซย  ภาพสะท้อนปัญหา “ทิ้งนำ” ของนิวคาสเซิลในถ้วยยุโรป

    เอ็ดดี้ ฮาว ยืนข้าง นิค โป๊ป การบุกไปเยือนสนามสุดเดือดอย่างสต๊าด เวโลโดรม ของโอลิมปิก มาร์กเซย ควรจะเป็นค่ำคืนที่นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ใช้ยืนยันตัวเองในเวทีแชมเปียนส์ลีก แต่กลับกลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่แฟนบอลต้องกลับบ้านพร้อมความรู้สึกคาใจ เมื่อทีม “ทิ้งความได้เปรียบ” อีกครั้ง และแพ้ไป 2-1 ทั้งที่ออกนำก่อนเหมือนเดิม

    จุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดไม่ใช่แค่สกอร์บนหน้าป้ายไฟ แต่คือจังหวะ นิค โป๊ป ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ทำพลาดในช่วงต้นครึ่งหลัง จนเปิดทางให้ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ตีเสมอ และพลิกโมเมนตัมของเกมไปเข้าทางเจ้าบ้านเต็ม ๆ

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “ท่าทีของเอ็ดดี้ ฮาว” หลังจบเกม ที่เลือกจะออกมาปกป้องลูกทีมอย่างโป๊ปแทนที่จะโยนความผิดให้คนเดียว นั่นสะท้อนให้เห็นทั้งมุมมองการคุมทีมในระยะยาว ปัญหาที่สั่งสมในเกมเยือน และความเปราะบางของนิวคาสเซิลในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล

    รูปเกมที่เวโลโดรม  ออกตัวดี แต่ยืนระยะไม่ได้อีกครั้ง

    เปิดเกมที่สนามเวโลโดรม บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันและเสียงเชียร์กระหึ่ม แต่ นิวคาสเซิลเริ่มเกมได้ยอดเยี่ยม พวกเขาคุมจังหวะได้ดีและตอบสนองต่อความดุดันของมาร์กเซยได้อย่างนิ่งแน่น

    ประตูออกนำของ Harvey Barnes ยิ่งทำให้รูปเกมเข้าทางทีมเยือน พวกเขามีพื้นที่เล่นมากขึ้น เล่นสวนกลับได้อันตราย และสร้างโอกาสลุ้นประตูเพิ่มเติมหลายครั้ง จนแฟนสาลิกาดงเริ่มมีความหวังว่านี่อาจเป็น “เกมแชมเปียนส์ลีกนอกบ้านที่สมบูรณ์แบบ”

    แต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เสียงนกหวีดเริ่มครึ่งหลังได้ไม่ถึงนาที…

    จังหวะพลาดของนิค โป๊ป วินาทีที่เปลี่ยนทุกอย่าง

    ต้นครึ่งหลัง มาร์กเซยบุกใส่ทันทีเพื่อหวังตีเสมอ และในจังหวะที่บอลทะลุแนวรับ นิค โป๊ป ตัดสินใจ “ออกมาเร็ว” จากเส้นประตูเพื่อปิดมุมและตัดบอลก่อน โอบาเมยอง

    แต่แทนที่จะเคลียร์บอลหรืออ่านจังหวะได้ขาด เขากลับถูกโอบาเมยองเอาชนะในจังหวะสปีดและการควบคุมบอล ก่อนที่หัวหอกวัย 36 ปี จะยิงผ่านอย่างเยือกเย็นกลายเป็นประตูตีเสมอ 1-1

    นี่คือจังหวะที่ทั้งนักเตะและแฟนนิวคาสเซิลรู้สึกได้ทันทีว่า “เกมกำลังจะเปลี่ยน”

    จากเกมที่ควรจะค่อย ๆ คุมจังหวะไปเรื่อย ๆ กลายเป็นว่า นิวคาสเซิลถูกดันให้อยู่ในสถานะรับแรงกระแทกทางจิตใจ มาร์กเซยได้พลังจากเสียงเชียร์ในบ้าน ส่วนฝั่งทีมเยือนเริ่มเล่นผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ บ่อยขึ้น

    ไม่นานหลังจากนั้น โอบาเมยองก็มาเบิ้ลอีกลูก กลายเป็น 2-1 และนั่นคือประตูที่ทำให้เกมจบลง แม้เวลาจะยังเหลือ แต่โมเมนตัมและอารมณ์ของเกมหันไปทางเจ้าบ้านเรียบร้อยแล้ว

    เอ็ดดี้ ฮาว หลังเกม ยอมรับความผิดหวัง แต่ไม่โยนผิดให้ใครคนเดียว

    หลังจบเกม นักข่าวย่อมถามถึงจังหวะของนิค โป๊ป และบรรยากาศในทีมที่ “นำแล้วโดนแซง” ซ้ำ ๆ ในเกมเยือนถ้วยยุโรปและพรีเมียร์ลีก

    ฮาวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า

    • ทีมเล่นได้ดีมากในครึ่งแรก
    • แต่ช่วง 10 นาทีแรกของครึ่งหลังคือจุดที่ทุกอย่างพัง
    • ประตูที่เสียเร็วหลังเริ่มครึ่งหลังทำให้ทีม “ถูกเขย่า” และตอบสนองได้ไม่ดี

    เขาใช้คำว่า “เจ็บปวดเป็นพิเศษ” เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมสร้างสถานการณ์ที่ดี แล้วกลับทิ้งมันไปเอง โดยเฉพาะการออกนำก่อนในเกมเยือนแล้วโดนพลิกกลับ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามเฉพาะจุดถึงนิค โป๊ป ฮาวเลือกใช้โทนเสียงปกป้องอย่างชัดเจน เขาไม่ได้ออกมาด่าหรือวิจารณ์ฟอร์มส่วนตัว แต่กลับบอกว่า

    “เราต้องมองทุกอย่างอย่างมีสมดุล เขาเคยเซฟเรามาหลายครั้ง เพิ่งจะโชว์ฟอร์มดีมากกับแมนเชสเตอร์ซิตี้เมื่อสองวันก่อน นี่คือชีวิตของผู้รักษาประตู คุณอาจถูกจดจำจากจังหวะผิดพลาดหนึ่งครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้าเซฟมาเป็นสิบครั้ง”

    นี่คือสิ่งที่สะท้อนมุมมองสำคัญของฮาว – เขาเลือก “มองภาพรวมทั้งฤดูกาล” มากกว่าซูมไปที่ความผิดพลาดเกมเดียว

    จากเบรนท์ฟอร์ด, เวสต์แฮม สู่มาร์กเซย  โรคเดิม “นำแล้วทิ้ง” ของสาลิกาดง

    เกมนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นิวคาสเซิลออกนำก่อนในเกมเยือนแล้วจบด้วยความพ่ายแพ้

    • เกมเยือนเบรนท์ฟอร์ด: นำ 1-0 ก่อนจบด้วยการแพ้ 3-1
    • เกมเยือนเวสต์แฮม: ภาพซ้ำเดิม นำก่อนแต่โดนยิงคืนและพลิกแซง
    • เกมเยือนมาร์กเซยในแชมเปียนส์ลีก: นำ 1-0 เช่นกัน ก่อนแพ้ 2-1

    นี่ทำให้แฟน ๆ เริ่มตั้งคำถามว่า ปัญหาใหญ่ของทีมตอนนี้คือ

    • สมาธิในช่วงต้นครึ่งหลัง
    • การจัดการโมเมนตัมเมื่อออกนำ
    • หรือแผนการเล่นที่ไม่ยืดหยุ่นพอเวลาโดนกดดันกลับ

    ฮาวมองว่าทีม “ทำหลายอย่างถูกต้อง” ในเกมนี้ ทั้งในแง่ความดุดัน โอกาสยิง (ถึง 20 ครั้ง) และการสร้างเกมรุก แต่เขาก็ยอมรับว่าการเสียสองประตูในรูปแบบที่ “ป้องกันได้” เป็นจุดที่ต้องแก้ไขโดยด่วน

    การนำแล้วแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกมเยือน ไม่ใช่แค่ปัญหาทางแท็คติก แต่คือปัญหาทางจิตวิทยาที่ทีมต้องก้าวข้ามให้ได้ หากต้องการยืนระยะทั้งในลีกและยุโรป

    นิค โป๊ป vs อารอน แรมส์เดล คำถามที่เริ่มหนักขึ้นทุกสัปดาห์

    อีกประเด็นที่สื่ออังกฤษหยิบยกขึ้นมาคือสถานการณ์ในตำแหน่งผู้รักษาประตู

    นิค โป๊ป ลงเล่นในลีกและบอลยุโรปเป็นหลัก ขณะที่ อารอน แรมส์เดล ที่เพิ่งย้ายมาช่วงซัมเมอร์กลับต้องนั่งเป็นสำรองส่วนใหญ่ ได้โอกาสลงเพียงในบอลถ้วยอย่างคาราบาวคัพสองนัด

    ฟอร์มที่ไม่คงเส้นคงวาของโป๊ปในฤดูกาลนี้ บวกกับจังหวะผิดพลาดเกมล่าสุด ทำให้เสียงเรียกร้องให้ลองใช้แรมส์เดลในเกมลีกดังขึ้นเรื่อย ๆ

    แต่ท่าทีของฮาวชัดเจน – เขายังยืนยันจะ “หนุนหลังโป๊ป”

    เขามองว่าโป๊ปยังเป็นผู้รักษาประตูที่มีส่วนช่วยทีมอย่างมหาศาล และการตัดสินใจเปลี่ยนมือหนึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเพราะความผิดพลาดหนึ่งหรือสองนัดเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ทีมต้องการความมั่นคงทางจิตใจจากขุมกำลังหลัก

    อย่างไรก็ตาม ความกดดันจากสื่อและแฟนบอลอาจทำให้ตำแหน่งนี้กลายเป็นประเด็นต่อเนื่อง หากโป๊ปมีข้อผิดพลาดอีกในเกมสำคัญต่อจากนี้

    ภาพรวมฟอร์มเกมเยือน ทำไมเล่นดีแต่กลับไม่ชนะ?

    หากมองตัวเลขเพียงอย่างเดียว นิวคาสเซิลน่าจะได้อะไรมากกว่าความพ่ายแพ้ในเกมนี้

    • โอกาสยิงรวมถึง 20 ครั้ง
    • สร้างโอกาสลุ้นประตูได้จริงหลายจังหวะ
    • เกมรุกดูอันตรายและมีจังหวะเข้าทำที่หลากหลายกว่าหลายเกมเยือนที่ผ่านมา

    ฮาวเองยังบอกว่า นี่เป็นหนึ่งในฟอร์มเยือนที่แข็งแกร่งที่สุดของทีมในฤดูกาลนี้ เพียงแต่

    • การตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบ
    • การป้องกันช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition) ยังมีรูรั่ว
    • และทีมตอบสนองต่อ “จังหวะเสียประตู” ได้ไม่ดีพอ

    สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนผู้เล่นคนสองคน แต่ต้องมาจากการปรับ mindset ทั้งทีม

    งานชิ้นต่อไป เกมเยือนเอฟเวอร์ตันที่จะตอบคำถามสำคัญ

    หลังความพ่ายแพ้ในฝรั่งเศส นิวคาสเซิลไม่มีเวลาให้ถอยไปตั้งหลักนานนัก เพราะเกมต่อไปคือการบุกเยือน เอฟเวอร์ตัน ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งพวกเขายัง “ไม่เคยชนะเกมเยือนลีกได้เลยในฤดูกาลนี้”

    เกมนี้จึงมีนัยสำคัญหลายชั้น

    • เป็นบททดสอบต่อเนื่องของนิค โป๊ป ว่าจะตอบสนองอย่างไรหลังความผิดพลาด
    • เป็นเกมวัดว่าทีมจะยัง “ทิ้งความได้เปรียบ” เหมือนเดิมหรือไม่ หากออกนำก่อน
    • เป็นโอกาสที่ฮาวจะพิสูจน์ว่า การสนับสนุนลูกทีม ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่สะท้อนผ่านฟอร์มการตอบกลับในสนามได้จริง

    หากนิวคาสเซิลยังคงหลุดในจังหวะสำคัญ และเสียแต้มจากเกมที่ควรทำได้ดีกว่านี้ต่อเนื่อง เสียงวิจารณ์อาจไม่ได้พุ่งเป้าไปแค่โป๊ป แต่จะเริ่มมองไปที่ระบบและการจัดการของทีมทั้งชุดด้วย

    บทเรียนจากค่ำคืนที่เวโลโดรม และความหมายต่อฤดูกาลของสาลิกาดง

    ค่ำคืนที่มาร์กเซยคือภาพสะท้อนหลายอย่างของนิวคาสเซิลในปีนี้

    • พวกเขามีศักยภาพเพียงพอจะสู้กับทีมใหญ่ในยุโรป
    • พวกเขามีเกมรุกที่สร้างโอกาสได้จริง
    • แต่ขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางในช่วงสำคัญของเกม
    • และยังไม่สามารถจัดการกับโมเมนตัมหลังมีเหตุการณ์ “ช็อก” อย่างการเสียประตูจากความผิดพลาดส่วนตัวได้ดีพอ

    ท่าทีของเอ็ดดี้ ฮาว ที่ออกมายืนข้างนิค โป๊ป อาจถูกตีความได้สองทาง

    • ในด้านบวก: เขาคือโค้ชที่พร้อมปกป้องลูกทีม เชื่อมั่นในคนที่เคยช่วยทีมไว้ และไม่ยอมให้ใครเป็น “แพะรับบาป” อยู่คนเดียว
    • ในอีกด้านหนึ่ง: เขาก็ต้องตอบคำถามให้ได้เช่นกันว่า จะใช้ความเชื่อมั่นนี้เปลี่ยนเป็น “ผลงานในสนาม” ได้อย่างไร โดยเฉพาะเกมเยือนที่ยังเป็นจุดอ่อนชัดเจน

    สำหรับแฟนนิวคาสเซิล เกมที่เวโลโดรมอาจเป็นเพียงหนึ่งค่ำคืนที่น่าผิดหวัง แต่สำหรับทีมและโค้ช นี่ควรเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่บอกชัดว่า หากไม่แก้ไขโรค “นำแล้วทิ้ง” ให้เร็วที่สุด ฤดูกาลนี้อาจจบลงแบบขมขื่นกว่าที่คิด

    ถ้าอยากติดตามเกมใหญ่ระดับแชมเปียนส์ลีก พร้อมดูราคาและสถิติคู่ไปกับการวิเคราะห์เกมแบบสด ๆ ลองใช้ คลิกเข้าสู่ ufabet ทางเข้า คุณก็สามารถลุ้นทุกจังหวะสำคัญของนิวคาสเซิลและทีมดังยุโรป พร้อมรับประสบการณ์เชียร์บอลที่เข้มข้นกว่าการนั่งดูหน้าจอแบบเดิม ๆ

  • แข้ง เอฟเวอร์ตัน ตบเพื่อนร่วมทีมโดนใบแดง

    แข้ง เอฟเวอร์ตัน ตบเพื่อนร่วมทีมโดนใบแดง

    ดราม่ากลางสนาม! แข้ง เอฟเวอร์ตัน ตบเพื่อนร่วมทีมโดนใบแดง แต่สุดท้ายยังบุกชนะแมนยู 1-0 ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด

    เหตุการณ์สุดเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นในค่ำคืนพรีเมียร์ลีก เมื่อ เอฟเวอร์ตัน ต้องเล่น 10 คนตั้งแต่นาทีที่ 13 หลังจาก Idrissa Gueye ถูกผู้ตัดสินชูใบแดงโดยตรง เนื่องจากไป “ตบหน้า” เพื่อนร่วมทีมอย่าง Michael Keane ในจังหวะถกเถียงกลางสนาม

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น กลับกลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากกว่า—เอฟเวอร์ตันบุกชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถึงโอลด์แทรฟฟอร์ด 1-0 ได้สำเร็จ ทั้งที่เล่นตัวน้อยกว่าเกือบทั้งเกม และต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากเจ้าถิ่นที่กำลังต้องการแต้มอย่างมาก

    บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงลำดับเหตุการณ์ดราม่าทั้งหมด วิเคราะห์ความวุ่นวายที่นำไปสู่ใบแดง การตอบสนองของทั้งสองทีม ผลกระทบทางแท็คติก และความหมายของชัยชนะครั้งนี้ต่อเอฟเวอร์ตัน รวมถึงความล้มเหลวอีกครั้งของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในยุค Ruben Amorim

    นาทีแห่งความวุ่นวายที่ไม่มีใครคาดคิด  จุดเริ่มต้นของใบแดงประวัติศาสตร์

    เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มขึ้นในช่วงต้นเกม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเอฟเวอร์ตันยังคงรักษาจังหวะเกมแบบระมัดระวัง สถานการณ์ยังคงเสมอกัน 0-0 แต่จู่ ๆ ความตึงเครียดก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในแดนหลังของเอฟเวอร์ตัน

    เมื่อ Gueye และ Keane เกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมทีมที่ตกใจอยู่รอบข้าง ทั้งสองคนเดินเข้าหากันแบบประชิดตัว ผลัก–ดัน–เถียง ก่อนที่ Gueye จะยกแขนขึ้นและ ตบเข้าที่ใบหน้าของ Keane อย่างชัดเจน

    การกระทำที่ถือว่า “ทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมทีม” แบบนี้แม้จะเกิดภายในทีมเดียวกัน แต่ตามกฎฟีฟ่า นับว่าเป็นความผิดร้ายแรงเหมือนการทำฟาล์วใส่คู่แข่ง

    ผู้ตัดสินจึงควักใบแดงทันที โดยไม่ต้องปรึกษา VAR มากนัก เพราะภาพเหตุการณ์ปรากฏชัดเต็มตา

    ผู้ชมในสนามต่าง ไม่เชื่อสายตา บางคนถึงขั้นยืนขึ้นปรบมือให้ความ “ดุเดือด” ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ขณะที่แฟนแมนยูเองก็ยังอึ้งว่ามันเกิดอะไรขึ้นต่อหน้าพวกเขา

    แม้แต่นักวิเคราะห์อย่าง Gary Neville ยังกล่าวว่า

    “ผมคิดว่าใบเหลืองก็น่าจะเพียงพอ แต่มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา และกฎก็เคลียร์มาก การตัดสินแบบนี้จึงเกิดขึ้นได้เสมอ”

    Pickford ต้องเข้าห้าม แยก Gueye ออกจากสถานการณ์เดือด

    หลังใบแดงถูกชูขึ้น Gueye ยังแสดงอาการไม่พอใจอย่างหนัก พยายามเข้าไปพูดกับผู้ตัดสินและ Keane อีกครั้ง จนทำให้สถานการณ์เริ่มบานปลาย

    โชคดีที่ Jordan Pickford นายประตูมือหนึ่งของเอฟเวอร์ตัน เข้ามาห้ามอย่างรวดเร็ว ใช้ทั้งมือและคำพูดดึง Gueye ออกจากจุดปะทะ และผลักให้ถอยออกไปนอกสนามเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม

    เอฟเวอร์ตันต้องปรับแผนใหม่ทันที และทุกคนรู้ว่าจากนี้ต้องเล่นด้วย “ใจ” มากกว่า “แท็คติก” เพราะการเจอกับแมนยูในบ้านคือโจทย์ที่ยากอยู่แล้ว ยิ่งต้องเล่น 10 คนตั้งแต่วินาทีนี้ มันเป็นงานที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

    สถิติหายาก  ผู้เล่นโดนใบแดงเพราะทำร้ายเพื่อนร่วมทีม

    ตามข้อมูลจาก Opta เหตุการณ์แบบนี้เรียกว่า “Rare but Real” เพราะมันเกิดขึ้นน้อยมากในประวัติพรีเมียร์ลีก

    ตลอดช่วงที่มีการเก็บข้อมูลเชิงลึก มีเพียง 3 ครั้งเท่านั้น

    1. Lee Bowyer vs Kieron Dyer (นิวคาสเซิล ปี 2005)
    2. Ricardo Fuller vs Andy Griffin (สโต๊ค ปี 2008)
    3. และตอนนี้คือ Gueye vs Keane (เอฟเวอร์ตัน ปี 2025)

    นี่จึงกลายเป็นเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกอย่างเลี่ยงไม่ได้ และแฟนบอลทั่วโลกพูดถึงกันข้ามคืน

    David Moyes มองต่าง “ผมชอบให้ลูกทีมทะเลาะกันด้วยซ้ำ ถ้ามันทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น”

    หลังเกม David Moyes ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน ให้สัมภาษณ์แบบที่ทำให้หลายคนประหลาดใจ

    เขาบอกว่า “มันไม่น่าใช่ใบแดง” แต่สิ่งที่สำคัญคือเขาไม่ได้ตำหนิ Gueye เลย แถมยังบอกอีกว่า…

    “ผมชอบด้วยซ้ำที่เห็นนักเตะทะเลาะกัน นั่นแปลว่าพวกเขาอยากให้ทีมดีขึ้น พวกเขามีไฟ มีแรงผลักดัน”

    เขายังเสริมว่า Gueye ได้ขอโทษเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัว และชื่นชมเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยกันสู้จนคว้าชัยชนะ

    ท่าทีของ Moyes ทำให้เห็นทรรศนะทางฟุตบอลแบบ “Old School” ที่เขาเชื่อว่าความขัดแย้งบางครั้งทำให้นักเตะกระตือรือร้นมากขึ้น ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องลงโทษรุนแรงเสมอไป

    10 คนก็ชนะได้! ประตูของ Dewsbury-Hall ที่เปลี่ยนเกมทั้งหมด

    แม้จะเหลือ 10 คน แต่เอฟเวอร์ตันกลับไม่ถอยตั้งรับแบบเต็มรูปแบบเหมือนทีมอื่น ๆ

    พวกเขายังกล้าบุกในจังหวะสวนกลับ และตอบโต้โดยใช้ความเร็วของแนวรุกและการจ่ายบอลที่เฉียบของแดนกลาง ก่อนจะมาได้ประตูสุดงามจาก Kiernan Dewsbury-Hall

    ลูกยิงไกลนอกกรอบของเขาเสียบมุมอย่างสวยงาม ทำให้แฟนบอลเอฟเวอร์ตันที่ตามไปเชียร์ถึงแมนเชสเตอร์ ถึงกับตะโกนดีใจอย่างบ้าคลั่ง

    ประตูนี้ไม่ใช่แค่ช่วยชีวิตทีม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพ และความมั่นใจของนักเตะที่ Moyes ปั้นขึ้นมาในซีซั่นนี้

    แมนยูของ Ruben Amorim ยังเต็มไปด้วยคำถาม  ทำไมเล่นดีกว่าแต่กลับไร้ไอเดีย?

    หลังเกม เสียงโห่จากแฟนแมนยู ดังไปทั่วโอลด์แทรฟฟอร์ด ความผิดหวังไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะยูไนเต็ดกำลังเผชิญปัญหาเดิม ครองบอลเยอะ แต่หาจังหวะยิงแบบมีคุณภาพไม่ได้

    Ruben Amorim ให้สัมภาษณ์ว่า

    “เราทำทุกอย่างผิด ทั้งที่เล่นมากกว่า 1 คน เราควรคุมบอลและกดดันให้หนัก แต่เราปล่อยให้เอฟเวอร์ตันมีพื้นที่เล่นมากเกินไป”

    แมนยูสร้างโอกาสได้หลายครั้ง โดยเฉพาะครึ่งหลังที่พยายามเปิดบอลและยิงจากจังหวะสอง แต่ คุณภาพและการตัดสินใจในพื้นที่สุดท้ายหายไปหมด

    ยูไนเต็ดเหมือนทีมที่ไม่เข้าใจว่า “วิธีเล่นกับทีมที่เหลือ 10 คนต้องทำแบบไหน”
    และนี่คือคำวิจารณ์ที่หนักหน่วงที่สุดต่อ Amorim ตั้งแต่รับตำแหน่งมา

    เอฟเวอร์ตันปีนี้คือทีมที่ “มีใจ” มากกว่า “มีซูเปอร์สตาร์”

    ชัยชนะเกมนี้ทำให้ เอฟเวอร์ตัน ขยับขึ้นไปรั้งอันดับที่ 11 เท่ากับแมนยู ลิเวอร์พูล และท็อตแนม ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก เมื่อเทียบกับขุมกำลังที่ไม่ใหญ่ และงบประมาณที่จำกัด

    ทีมของ Moyes พิสูจน์ให้เห็นว่า

    • พวกเขามีระบบที่ชัดเจน
    • นักเตะทำงานหนักเพื่อกันและกัน
    • และกลับมามี DNA ความอึด เหนียวแน่น ดุดัน แบบทีมเอฟเวอร์ตันยุคคลาสสิกอีกครั้ง

    ชัยชนะในเกมนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของฤดูกาล และเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้เล่นทั้งทีมในแบบที่ค่าตัวแพงแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้

    สรุปภาพรวม: ดราม่า ใบแดง ความโกลาหล และชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของเอฟเวอร์ตัน

    เกมนี้คือหนึ่งในแมตช์ที่ “ครบทุกอารมณ์”

    • มีดราม่าในทีมตัวเอง
    • มีใบแดงที่หาดูแทบไม่ได้
    • มีจังหวะเฉียบของ Dewsbury-Hall
    • มีความผิดหวังแบบเจ็บลึกของแฟนแมนยู
    • และจบด้วยชัยชนะสุดเร้าใจของเอฟเวอร์ตัน

    มันคือค่ำคืนที่ทีมของ Moyes โชว์ให้เห็นว่า พลังของ “หัวใจนักสู้” นั้นทรงพลังกว่าแท็คติกสวยหรูหลายเท่า

    อยากติดตามแมตช์เดือดแบบนี้แบบเรียลไทม์ พร้อมดูราคาต่อรองอัปเดตอย่างแม่นยำ ลองเข้าใช้ช่องทางเดิมพันที่ให้คุณเชื่อมต่อทุกเกมใหญ่ทั่วโลกได้ในที่เดียว เพียงคลิก ufabet ทางเข้า คุณจะได้ประสบการณ์ทั้งข่าวบอล สถิติ และการเดิมพันแบบครบจบในแพลตฟอร์มเดียว

  • เซอร์ไพรส์จากยุโรป Ernest Faber

    เซอร์ไพรส์จากยุโรป Ernest Faber

    พลิกล็อกจาก A-League สู่เอเรดิวิซี: Ernest Faber จ่อรับตำแหน่งกุนซือใหม่ของ Hrustic ที่ Heracles

    ดีลล่าสุดจากยุโรปกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ทั้งวงการลูกหนังออสเตรเลียและเนเธอร์แลนด์ เมื่อมีรายงานตรงกันจากสื่อดัตช์ว่า Ernest Faber ผู้อำนวยการเทคนิคของ Adelaide United ใน A-League กำลังจะอำลาบทบาทปัจจุบัน เพื่อไปรับงานใหม่ในฐานะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนของ Heracles Almelo สโมสรในเอเรดิวิซีที่มีกองกลางตัวรุกทีมชาติออสเตรเลียอย่าง Ajdin Hrustic ค้าแข้งอยู่

    ข่าวนี้ไม่ได้มีความสำคัญแค่ในมุมของ Heracles เท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางอาชีพของ Hrustic ก่อนฟุตบอลโลก รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างฟุตบอลออสเตรเลียกับยุโรป ผ่านบทบาทของผู้บริหารและโค้ชอย่าง Faber ด้วย

    Heracles จากทีมบ๊วยสู่การฟื้นคืนชีพ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบนม้านั่งสำรอง

    ย้อนกลับไปไม่กี่เดือนก่อน Heracles Almelo อยู่ในสถานการณ์เลวร้ายอย่างแท้จริง เปิดฤดูกาลด้วยฟอร์มย่ำแย่ ชนะเพียง 1 จาก 10 นัดแรก เก็บได้เพียง 3 คะแนน รั้งบ๊วยของตารางแบบไร้ข้อแก้ตัว

    ผลงานดังกล่าวนำไปสู่การปลดกุนซือ Bas Sibum ในเดือนตุลาคม สโมสรจำเป็นต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อกอบกู้สถานการณ์ และตัดสินใจหันไปพึ่งพาบุคคลที่รู้จักสโมสรดีกว่าใคร นั่นคือ Hendrie Kruzen ตำนานของทีมที่ผันตัวมาเป็นผู้ช่วยโค้ชมืออาชีพ

    แม้ Kruzen จะไม่ใช่ชื่อดังระดับโลก แต่ประสบการณ์ของเขาไม่ธรรมดา เขาเคยทำงานในสตาฟฟ์โค้ชกับสโมสรระดับท็อปอย่าง Ajax, Borussia Dortmund, Bayer Leverkusen และ Lyon ทำให้เขารู้จักทั้งสภาพแวดล้อมของ Heracles และมาตรฐานฟุตบอลระดับสูงในยุโรป

    Kruzen ช่วงเวลาชั่วคราว แต่ผลงานระดับมาสเตอร์คลาส

    หลังรับหน้าที่คุมทีมชั่วคราว ผลงานของ Heracles ภายใต้ Kruzen กลับกลายเป็น “เรื่องเหนือความคาดหมาย”

    • พาทีมชนะ 4 นัดรวด
    • ยิงได้ 18 ประตู
    • เสียเพียง 6 ประตู

    จากทีมที่ยิงประตูแทบไม่ได้และเล่นอย่างฝืดเคือง กลายเป็นทีมเกมรุกดุดันที่ไล่ถล่มคู่แข่งแบบไม่เกรงใจใคร ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดบ้านถล่ม PEC Zwolle 8-2 ซึ่งเป็นผลสกอร์ที่ Kruzen เองยังบอกว่า

    “มันบ้าไปแล้ว… ผมอธิบายอะไรไม่ได้เลย มันเหนือคำอธิบายจริง ๆ”

    ในเกมนั้น Heracles ยิงประตูได้มากกว่าจำนวนประตูที่ทำได้รวมกันใน 10 นัดก่อนหน้าเสียอีก บรรยากาศรอบทีมเปลี่ยนจากความสิ้นหวัง กลายเป็นความเชื่อ ว่าพวกเขายังมีโอกาสหนีตกชั้น

    ช่วงฟอร์มทองของ Ajdin Hrustic ภายใต้กุนซือขัดตาทัพ

    หนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงบนม้านั่งสำรองคือ Ajdin Hrustic กองกลางตัวรุกทีมชาติออสเตรเลีย

    ก่อนหน้านี้ เขายังไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อ Kruzen ขึ้นมาคุมทีม ฟอร์มของ Hrustic ก็พุ่งขึ้นทันตา

    • ลงเล่นครบ 90 นาทีในสามเกมลีกติดกัน
    • มีส่วนร่วมกับประตูรวม 4 แอสซิสต์ ในสามนัดนั้น
    • พาทีมเก็บชัยชนะเหนือ Zwolle, Excelsior และ Go Ahead Eagles

    ผลงานนี้ทำให้เขาขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านแอสซิสต์ของลีก โดยมีจำนวน 6 แอสซิสต์ เทียบเท่ากับสองสตาร์ของ PSV อย่าง Ivan Perisic และ Joey Veerman และตามหลังผู้นำเพียงเล็กน้อย

    สำหรับ Socceroos ข่าวดีนี้สำคัญมาก เพราะในช่วงพักทีมชาติรอบล่าสุด ทีมของ Tony Popovic ยิงประตูได้น้อยและเล่นเกมรุกฝืด ขณะที่ Hrustic ไม่ถูกเรียกติดทีมในเกมพบเวเนซุเอลาและโคลอมเบีย การที่เขากลับมาฟอร์มดีในลีกจึงเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่งก่อนฟุตบอลโลกที่จะมาถึงในอีกประมาณครึ่งปี

    ทำไม Heracles ยังต้องหาโค้ชใหม่ แม้ Kruzen ทำทีมฟอร์มร้อน?

    คำถามที่ตามมาคือ เมื่อ Kruzen ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ทำไมสโมสรยังมองหาโค้ชคนใหม่อยู่?

    คำตอบมีสองส่วนสำคัญ

    1. เรื่องใบอนุญาตโค้ช (Coaching Badges)
      มีรายงานว่า Kruzen ยังไม่มีใบอนุญาตโค้ชระดับสูงตามมาตรฐานที่ใช้สำหรับกุนซืออันดับหนึ่งในเอเรดิวิซี และเจ้าตัวก็ไม่มีแผนจะไปอบรมเพื่อให้ได้ใบอนุญาตนั้นด้วย เขาพอใจจะทำงานในบทบาทผู้ช่วยมากกว่า
    2. ความตั้งใจของตัว Kruzen เอง
      เขายืนยันชัดว่าไม่มีความต้องการจะรับตำแหน่งเฮดโค้ชถาวร อยากอยู่ในบทบาทคนเบื้องหลัง ช่วยทีม ทำงานใกล้ชิดกับนักเตะ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนออกสื่อหรือรับผิดชอบทุกอย่างในระดับสูงสุด

    ดังนั้น แม้ผลงานปัจจุบันจะยอดเยี่ยม แต่สโมสรก็ยังจำเป็นต้องหา หัวหน้าผู้ฝึกสอนตัวจริงในระบบ ขึ้นมารับหน้าที่ และนั่นคือจุดที่ชื่อของ Ernest Faber ถูกยกขึ้นมาอย่างจริงจัง

    Ernest Faber คือใคร? จาก “Mr PSV” สู่ผู้บริหารเทคนิค Adelaide United

    ในโลกฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ ชื่อของ Ernest Faber ไม่ใช่ชื่อแปลกหน้าเลย เขาคืออดีตกองหลังที่ลงเล่นให้ PSV Eindhoven มากถึง 175 นัด ได้รับใช้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 1 นัด ก่อนผันตัวสู่เส้นทางโค้ชเต็มตัว

    เส้นทางงานโค้ชของเขาเริ่มจากการทำงานในระบบเยาวชนของ PSV จากนั้นไต่เต้าขึ้นไปคุมทีมอย่าง FC Eindhoven, NEC และ FC Groningen รวมถึงทำหน้าที่โค้ชชั่วคราวของ PSV ในบางช่วงอีกด้วย

    เพราะผลงานและความผูกพันอันยาวนาน เขาได้รับฉายาในบ้านเกิดว่า “Mr PSV” โดยเฉพาะจากบทบาทใน อะคาเดมีเยาวชนของ PSV นานกว่าหนึ่งทศวรรษ ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบปั้นนักเตะที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

    ในปี 2024 เขาตัดสินใจออกจากเนเธอร์แลนด์ มารับงานเป็น ผู้อำนวยการเทคนิคของ Adelaide United หลังมีการลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างสโมสรออสเตรเลียแห่งนี้กับ PSV

    หน้าที่ของเขาใน Adelaide คือ

    • ยกระดับมาตรฐานการซ้อมและโครงสร้างเยาวชน
    • ปรับวัฒนธรรมสโมสรให้ใกล้เคียงมาตรฐานยุโรป
    • ดันนักเตะท้องถิ่นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ให้มากขึ้น

    ในเชิงฟุตบอล ภาพรวมถือว่าสโมสรยังคงเดินหน้าผลิตนักเตะเยาวชนอย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เส้นทางของ Faber ในออสเตรเลียก็ไม่ได้ราบรื่น 100%

    ดราม่าใน Adelaide ข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงงานเฮดโค้ช

    ก่อนเริ่มฤดูกาลล่าสุด มีข่าวใหญ่ใน A-League เมื่อ Travis Dodd ตำนานสโมสรและอดีตผู้ช่วยโค้ชออกมาให้สัมภาษณ์กับ 7 News กล่าวหาว่า Faber พยายาม “ล้วงลูก” และ บ่อนทำลายอำนาจของ Carl Veart เฮดโค้ชในตอนนั้น

    Dodd อ้างว่า Faber เคยเรียกประชุมกลุ่มผู้นำในทีมแบบลับ ๆ โดยที่ Veart ไม่ได้อยู่ในห้องนั้น และพูดกับนักเตะว่า

    “สามสัปดาห์ต่อจากนี้ พวกคุณจะเป็นคนช่วยกันเลือกทีมลงสนามเอง”

    สำหรับ Dodd สิ่งนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ เพราะในช่วงนั้นทีมยังมีลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟ เขามองว่าเป็นการทำให้เฮดโค้ชเสียอำนาจ และทำให้ความชัดเจนภายในทีมสั่นคลอน

    นอกจากนั้น Faber ยังถูกกล่าวหาว่า พยายามบีบให้ Ryan Tunnicliffe กองกลางชาวอังกฤษย้ายออก ด้วยการให้ไปซ้อมแยกเดี่ยวและผ่านโปรแกรมวิ่งโหดเกินเหตุ เพื่อสร้างความกดดันให้นักเตะตัดสินใจย้ายทีมเอง

    แม้สโมสรจะไม่ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในทุกประเด็น แต่ดราม่าชุดนี้ทำให้ชื่อของ Faber ในสายตาแฟนบอล Adelaide ถูกมองว่าทั้ง “เข้มงวด” “ตรงไปตรงมา” และ “โหด” ในบางมุม

    ทำไม Heracles เลือก Faber และมันหมายความว่าอย่างไรสำหรับ Hrustic?

    ตามรายงานจาก RTV Oost และ Voetbal International แผนของ Heracles คือ

    1. ดึง Faber เข้ามารับตำแหน่ง หัวหน้าผู้ฝึกสอนจนจบฤดูกาลนี้
    2. จากนั้นเขาจะขยับขึ้นไปนั่งเป็น ผู้อำนวยการเทคนิคของสโมสร
    3. และมีหน้าที่เลือกกุนซือคนใหม่ในแบบที่เขามองว่าเหมาะกับโครงสร้างทีมและปรัชญาฟุตบอลในระยะยาว

    สำหรับ Hrustic การได้ทำงานกับโค้ชดัตช์ที่มีพื้นฐานจาก PSV และเข้าใจรูปแบบการเล่นเทคนิคสูง ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะสไตล์การเล่นของเขาเองก็เน้นเทคนิค การสร้างสรรค์เกม และการหาพื้นที่ระหว่างไลน์อยู่แล้ว

    หาก Faber ให้บทบาทเขาเป็น “ตัวแกนเกมรุก” ในระยะยาว และทีมสามารถรักษาระดับฟอร์มที่ดีในลีกเอาไว้ได้ นี่อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ช่วยให้ Hrustic กลับมามีชื่อเป็นตัวหลักในทีมชาติ ก่อนฟุตบอลโลกจะเปิดฉาก

    ในอีกมุมหนึ่ง ความเข้มงวดและความคาดหวังสูงของ Faber ก็อาจเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” สำหรับ Hrustic เขาต้องพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่แค่จอมแอสซิสต์ในช่วงสั้น ๆ แต่คือผู้เล่นที่รักษามาตรฐานได้ตลอดทั้งฤดูกาลตามเกณฑ์ “ทำให้เห็นซ้ำ ๆ” ในระดับทีมชาติที่ Popovic เคยพูดไว้

    ผลสะเทือนต่อ Adelaide United และ A-League

    การย้ายออกของ Faber หมายความว่า Adelaide United ต้องมองหาผู้อำนวยการเทคนิคคนใหม่ และอาจต้องปรับทิศทางบางอย่างในโครงสร้างฟุตบอลของสโมสร

    อย่างน้อยที่สุด ดีลนี้สะท้อนว่า A-League ไม่ได้เป็นเพียง “ปลายทาง” ของนักเตะต่างชาติที่ใกล้ปลดระวาง แต่ยังสามารถเป็นเวทีให้โค้ชและผู้บริหารจากยุโรปเข้ามาสร้างผลงาน ก่อนจะกลับไปมีบทบาทสำคัญในลีกใหญ่ได้เช่นกัน

    ในด้านภาพลักษณ์ นี่คือสัญญาณบวกสำหรับฟุตบอลออสเตรเลีย—คนจากยุโรปที่มีชื่อเสียงในประเทศตัวเอง ตัดสินใจมาทำงานที่นี่ และสามารถใช้เวลาในลีกออสซี่เป็นสะพานไปสู่บทบาทใหม่ในลีกใหญ่ได้

    ดีลที่ซับซ้อน แต่เปิดโอกาสใหม่ให้ทั้ง Hrustic และฟุตบอลออสซี่

    การที่ Ernest Faber ใกล้จะเข้ารับตำแหน่งกุนซือ Heracles เป็นเรื่องที่มีหลายชั้น

    • สำหรับ Hrustic นี่คือโอกาสสำคัญในการต่อยอดฟอร์มสุดเฉียบภายใต้โค้ชใหม่ที่มีรากจาก PSV
    • สำหรับ Heracles คือการดึงคนที่เข้าใจโครงสร้างฟุตบอลทั้งในระดับสนามและระดับบริหารเข้ามาปั้นทีมต่อ
    • สำหรับ Adelaide United คือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของฝ่ายเทคนิค
    • สำหรับ ฟุตบอลออสเตรเลีย คือการยืนยันว่าลีกนี้มีความเชื่อมโยงกับยุโรปมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในระดับนักเตะและโค้ช

    ดีลนี้อาจเริ่มจากข่าวเล็ก ๆ แต่ผลกระทบระยะยาวอาจใหญ่กว่าที่หลายคนคิด ไม่ต่างอะไรกับการจุดประกายใหม่ในเส้นทางของนักเตะอย่าง Hrustic และในภาพรวมของ Socceroos ก่อนฟุตบอลโลก

    ถ้าอยากติดตามเส้นทางของแข้งออสซี่ในยุโรป พร้อมลุ้นผลบอลสดและราคาต่อรองไปด้วย ลองเข้าเล่นผ่านช่องทางที่รวมข้อมูลแมตช์ดังจากทุกลีกเอาไว้ครบ เพียงคลิก ufabet ทางเข้า คุณก็เชื่อมโลกข่าวฟุตบอลเข้ากับโลกการเดิมพันออนไลน์ได้อย่างลื่นไหล ใช้งานง่าย และรองรับทุกอุปกรณ์

  • แผนการของ Eberechi Eze และมิเกล อาร์เตตา

    แผนการของ Eberechi Eze และมิเกล อาร์เตตา

    แผนการของ Eberechi Eze และมิเกล อาร์เตตา ที่ทำให้อาร์เซนอลประสบความสำเร็จในที่สุด

    การระเบิดฟอร์มของ Eberechi Eze ในศึก North London Derby ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสามารถเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากการเตรียมพร้อมล่วงหน้านานหลายเดือน และจากระบบแท็กติกที่ มิเกล อาร์เตต้า วางแผนอย่างละเอียดในแบบที่ต้องการให้ “เปลี่ยนอนาคตของทีม”

    ก่อนเกมพบท็อตแน่มเพียงหนึ่งสัปดาห์ สตาฟฟ์อาร์เซน่อลกำลังวางแผนให้ Eze “พักเพิ่ม” หลังลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ แต่เขากลับแสดงทัศนคติที่น่าทึ่งด้วยการขอกลับมาซ้อมก่อนกำหนดหนึ่งวันเพื่อ “เรียนรู้เพิ่ม” ตามคำพูดของอาร์เตต้าเอง

    ทัศนคติแบบนี้ไม่ได้พบกันง่ายในผู้เล่นยุคใหม่ และเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมโค้ชชาวสเปนถึงตื่นเต้นกับพัฒนาการของเขามากขนาดนี้

    ปัญหาแรกของ Eze: เขายัง “ตึง” เกินไปที่จะเล่นในระบบของอาร์เตต้า

    สตาฟฟ์อาร์เซน่อลอธิบายว่าหลายเดือนที่ผ่านมา Eze มีลักษณะการเล่นที่ยัง “tight” หรือ “เกร็งเกินไป” หมายถึงยังไม่สามารถปลดล็อกจินตนาการและความอิสระในเกมรุกได้เต็มที่

    สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก
    เพราะแท็กติกของอาร์เตต้าเต็มไปด้วยรายละเอียด

    • การยืนตำแหน่งที่สลับซับซ้อน
    • การหมุนบอล
    • การกดดันแบบลึก
    • การเคลื่อนที่แบบซิงโครไนซ์กับเพื่อนร่วมทีม

    และที่สำคัญที่สุดคือ Eze ไม่ได้ผ่านช่วงปรีซีซั่นกับทีม ทำให้ต้องเรียนรู้แท็กติกเข้มข้นทั้งหมดแบบเร่งด่วน

    อาร์เตต้ามองเรื่องนี้มาตลอด และยกตัวอย่าง Declan Rice ที่ต้องใช้เวลาครึ่งฤดูกาลแรกก่อนจะเริ่ม “เข้าระบบ” แบบเต็มตัว ในขณะที่บางคน เช่น Jurriën Timber หรือ Max Dowman เกิดมาเพื่อระบบของเขา และเรียนรู้ได้ในเวลาไม่นาน

    แต่ Eze ต้องการทั้งเวลา ความอดทน และการโค้ชเชิงลึกมากกว่านั้น

    การเปลี่ยนตำแหน่งใหม่: กุญแจที่ทำให้ทุกอย่างเริ่มลงล็อก

    หนึ่งในความลับของอาร์เซน่อลคือ อาร์เตต้าได้กำลังขยับบทบาทของ Eze มาสู่ ตำแหน่งตัวรุกทางซ้ายแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากที่เล่นที่คริสตัล พาเลซอย่างมาก

    ที่พาเลซ เขาคือ เพลย์เมกเกอร์อิสระ
    แต่ที่อาร์เซน่อล หน้าที่ของเขาต้อง

    • เคลื่อนที่เข้าในพื้นที่ half-space
    • เปิดเกมรุกอย่าง “มีประสิทธิภาพสูงสุด”
    • ห้ามเสียบอลง่าย
    • ทำเกมเชื่อมกับ Rice, Merino และ Timber
    • เคลื่อนตามแพทเทิร์นที่ถูกฝึกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    คำสั่งเหล่านี้ทำให้เขายังเล่นแบบระมัดระวังมากเกินไปในช่วงแรก

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในดาร์บี้คือ…
    ไหล่ของเขาเริ่มตกลง ล็อกเริ่มคลาย และเขาเริ่มสนุกกับแท็กติกแทนที่จะถูกแท็กติกบีบไว้ และผลลัพธ์คือ แฮตทริกประวัติศาสตร์ในเกมดาร์บี้แมตช์

    ช่วงเวลาที่เปลี่ยนเกม: แรงกดดันหายไป จังหวะอิสระกลับมา

    ผู้ช่วยโค้ชบรรยายว่าประตูที่สามของ Eze คือสัญลักษณ์ของการ “ปลดล็อก” อย่างแท้จริง

    การเคลื่อนที่ไหลลื่น การยิงปั่นโค้งแบบแม่นยำ การตัดสินใจที่มั่นใจ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็น “ผลลัพธ์” จากเดือนที่เขาฝึกฝนลึกกับระบบของอาร์เตต้า

    ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที เขาพยายามเลี้ยงทะลุกลางสนามแล้วเสียบอลจนทีมเกือบโดนโต้กลับ

    จังหวะแบบนั้นคือสิ่งที่อาร์เตต้า “ห้ามเด็ดขาด” ในระบบของเขา

    แต่หลังเกม อาร์เตต้ากลับยิ้มและบอกว่า:

    “ผู้เล่นแบบเขาสามารถชนะเกมได้ทุกวินาที และเขาอยากเติมเต็มพรสวรรค์ของตัวเอง”

    นั่นคือเส้นบาง ๆ ระหว่าง

    • การควบคุม
    • และการเปิดพื้นที่ให้พรสวรรค์ตัดสินเกม

    อาร์เตต้ากำลังเดินบนเส้นนี้ — และวันนั้นเขาทำถูกต้อง

    ระบบของอาร์เตต้าเริ่ม “ลื่น” อีกครั้ง

    ในเกมที่อาร์เซน่อลชนะ 4-1 สตาฟฟ์เน้นย้ำว่า “ทุกประตูมาจากโอเพ่นเพลย์” ซึ่งสะท้อนถึงการผสานระบบใหม่เข้ากับผู้เล่นหน้าใหม่ในทีม

    ประตูแรกของ Trossard มาจากการวางจังหวะเกมที่ยาวนานเกือบนาทีครึ่ง เพื่อดึงให้ท็อตแน่มเสียระบบ 5-4-1

    และเมื่อช่องเปิด — Merino ก็จัดการทันที

    ส่วน Eze ใช้จังหวะเหล่านี้เป็นคันโยกในการโชว์วิสัยทัศน์

    เขากลายเป็น

    • ผู้เล่นคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่ยิงแฮตทริกในดาร์บี้
    • ต่อจาก Ted Drake (1934), Terry Dyson (1961), Alan Sunderland (1978)

    รายชื่อนี้คือระดับตำนานทั้งนั้น และตอนนี้ Eberechi Eze คืออีกคนที่ถูกจารึกไว้แล้ว

    ทำไมระบบนี้จึงเหมาะกับ Eze ในระยะยาว?

    1. บทบาทตัวรุกกึ่งเพลย์เมกเกอร์-กึ่งปีกเข้ากับสไตล์ธรรมชาติ
      เขามีพื้นที่สร้างสรรค์และยังคงอยู่ในระบบที่มีกรอบชัดเจน
    2. มีตัวซัพพอร์ตเกมรับอย่าง Rice และ Zubimendi ช่วยถ่วงสมดุล
      ทำให้ Eze ไม่ต้องวิ่งไล่มากเกินไปในเกมรับ
    3. การจูนจังหวะของทีมกำลังเข้าจุดพีค
      เมื่อผู้เล่นใหม่เริ่มเข้าใจระบบ การเคลื่อนบอลของอาร์เซน่อลจึงกลับมาเหมือนซีซั่นก่อน
    4. อาร์เตต้าชื่นชอบผู้เล่นที่ “ยอมเรียนรู้”
      และ Eze แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการเป็นผู้เล่นระดับ World Class

    อาร์เซน่อลได้สิ่งที่ตามหามานาน: ตัวเปลี่ยนเกมจริง ๆ

    หลายปีที่ผ่านมา อาร์เซน่อลมีนักเตะฝีเท้าดีจำนวนมาก แต่ขาด “ตัวคิลเลอร์” ที่สามารถ

    • เปลี่ยนเกม
    • ยิงเองได้
    • และสร้างความแตกต่างแบบฉับพลัน

    Eze คือคำตอบนั้น

    ดาร์บี้แมตช์ล่าสุดคือหลักฐาน

    บทสรุป: วันนั้นคือวันที่ “อาร์เซน่อลกับ Eze เข้าใจซึ่งกันและกัน”

    ทุกทีมต่างมีช่วงเวลาที่ทุกอย่างเริ่มลงตัว
    และวันนั้นที่เอมิเรตส์ คือวันที่ทุกอย่างเริ่มคลิกสำหรับทั้ง Eze และระบบของอาร์เตต้า

    เขาไม่ใช่แค่ตัวเสริม
    ไม่ใช่แค่ผู้เล่นใหม่ที่ต้องปรับตัว
    แต่กำลังกลายเป็น หัวใจใหม่ในเกมรุกของอาร์เซน่อล

    และหากเขารักษาระดับนี้ได้ต่อเนื่อง ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนภาพรวมของทั้งฤดูกาลของทีมเลยก็เป็นได้

    สำหรับแฟนบอลที่อยากติดตามข้อมูลแนวลึก วิเคราะห์แท็กติกละเอียด และอัปเดตฟุตบอลแบบเรียลไทม์ การเลือกช่องที่เสถียรและเชื่อถือได้ช่วยให้คุณลึกกว่าข่าวทั่วไปหลายเท่า และหนึ่งในเว็บที่ให้ประสบการณ์ครบทั้งข้อมูลและความมั่นใจ คือ ufabet เว็บตรง ที่เปิดทุกมุมมองฟุตบอลให้ชัดขึ้นกว่าเดิม

  • อดีตผู้จัดการทีมลีดส์ มาร์เซโล บิเอลซา เตือนสโมสรพรีเมียร์ลีกให้ระวังภัย หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอุรุกวัย

    อดีตผู้จัดการทีมลีดส์ มาร์เซโล บิเอลซา เตือนสโมสรพรีเมียร์ลีกให้ระวังภัย หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอุรุกวัย

    มาร์เซโล บิเอลซ่า อดีตกุนซือลีดส์กับสัญญาณสะเทือนพรีเมียร์ลีก หลังอนาคตในทีมชาติอุรุกวัยเริ่มสั่นคลอน

    ชื่อของ มาร์เซโล บิเอลซ่า ไม่ได้เป็นเพียงกุนซือคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น แต่สำหรับแฟนบอลลีดส์ ยูไนเต็ด และแฟนบอลสายแท็กติกทั่วโลก เขาคือ “ไอคอน” ของวงการลูกหนังยุคใหม่ การกลับมาของเขาสู่เกาะอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่สื่อและบอร์ดบริหารหลายทีมจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังมีรายงานว่าอนาคตของเขากับทีมชาติอุรุกวัยอาจใกล้ถึงจุดเปลี่ยน

    รายงานจาก Alan Nixon ระบุว่า บิเอลซ่าอาจพิจารณาลาออกจากตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติอุรุกวัยหลังจบฟุตบอลโลกครั้งหน้า หลังเริ่มถูกวิจารณ์จากแฟนบอลในประเทศ แม้จะยังเป็นกุนซือที่ได้รับการเคารพในระดับนานาชาติอยู่ก็ตาม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “สัญญาณเตือน” สำหรับหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกที่กำลังประเมินอนาคตของผู้จัดการทีมตัวเอง

    บิเอลซ่า: กุนซือสายปฏิวัติ ที่ฝาก DNA ไว้ในเอลแลนด์ โร้ด

    บิเอลซ่าอาจเคยคุมหลายทีมใหญ่ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นแอธเลติก บิลเบา ลาซิโอ มาร์กเซย รวมถึงทีมชาติอาร์เจนตินาและชิลี แต่ช่วงเวลาที่ทำให้แฟนบอลพรีเมียร์ลีกจดจำเขามากที่สุด คือการเข้ามาคุม ลีดส์ ยูไนเต็ดในปี 2018

    เขาเข้ามาในถิ่นเอลแลนด์ โร้ดพร้อมแนวทางฟุตบอลที่กล้าหาญ

    • เกมเพรสซิ่งหนัก วิ่งไล่ไม่มีหยุด
    • การยืนตำแหน่งที่ซับซ้อนแต่เป็นระบบ
    • เน้นการครองบอลบุกใส่คู่แข่ง ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใคร

    ภายใต้ “Bielsa-ball” ลีดส์จากทีมกลางตารางแชมเปียนชิพ กลายเป็นทีมที่โลกต้องหันมามอง พวกเขา

    • เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในปี 2020
    • จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งที่ 9 ในลีกสูงสุด
    • เก็บแต้มและยิงประตูมากกว่าทีมเลื่อนชั้นหน้าใหม่ส่วนใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี

    ถึงแม้ท้ายที่สุดเขาจะต้องแยกทางกับสโมสรหลังผลงานเริ่มแผ่ว แต่สำหรับแฟนลีดส์จำนวนมาก บิเอลซ่าคือ “ตำนานที่ปลุกชีวิตสโมสรกลับมา”

    ปัจจุบันในทีมชาติอุรุกวัย: งานที่ท้าทายและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

    หลังเว้นว่างจากงานสโมสร บิเอลซ่ารับบทกุนซือทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทีมที่มีวัฒนธรรมฟุตบอลเข้มข้น เต็มไปด้วยนักเตะเชิงสูง และแฟนบอลที่คาดหวังความสำเร็จในระดับนานาชาติอยู่เสมอ

    ผลงานของเขากับอุรุกวัยมีทั้งช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและช่วงที่ถูกตั้งคำถาม

    • แท็กติกบุกดุดัน การขึ้นเกมเร็วแบบเอกลักษณ์ของเขายังปรากฏชัด
    • แต่การบริหารความสมดุลระหว่างเกมบุกกับเกมรับในระดับทีมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย
    • ในบางเกม แฟนบอลมองว่าทีมเปิดหน้าแลกมากเกินไป ทำให้ผลงานไม่สม่ำเสมอ

    ด้วยเหตุนี้ เสียงวิจารณ์เริ่มเพิ่มขึ้น และทำให้มีรายงานว่า หลังจบฟุตบอลโลกครั้งหน้า บิเอลซ่าอาจตัดสินใจโบกมือลาทีมชาติ และกลับไปทำงานในระดับสโมสรอีกครั้ง

    ทำไมพรีเมียร์ลีกคือเวทีที่เหมาะที่สุดหากบิเอลซ่ากลับมายุโรป?

    แม้เขาเคยคุมทีมในลา ลีกา เซเรีย อา ลีกเอิง แต่ภาพจำที่ชัดที่สุดสำหรับแฟนบอลยุโรปยุคนี้ คือ บิเอลซ่าในพรีเมียร์ลีกกับลีดส์

    เหตุผลที่พรีเมียร์ลีกเป็นเวทีที่เหมาะที่สุดสำหรับการกลับมาของเขา ได้แก่

    1. สไตล์ฟุตบอลที่เปิดเกมรุก
      พรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่จังหวะเร็ว รุกดุดัน และเปิดพื้นที่ให้แท็กติกสร้างสรรค์ ซึ่งเข้ากับสไตล์ของบิเอลซ่าอย่างยิ่ง
    2. แฟนบอลพร้อมให้เวลา หากเห็นความตั้งใจและคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน
      แฟนบอลอังกฤษจำนวนมากยอมรับได้ หากทีมมีแนวทางที่ชัดเจน เล่นเต็มที่ และมีทิศทางการพัฒนาทีม แม้จะไม่ได้แชมป์ในทันที
    3. เขายังมีชื่อเสียงในแง่การพัฒนาโครงสร้างทีม
      บิเอลซ่าไม่ได้มองแค่ทีมชุดใหญ่ แต่ยังให้ความสำคัญกับเยาวชน การฝึกซ้อม การออกแบบระบบทั้งหมดของสโมสร เหมาะกับทีมที่ต้องการ “รีบูตใหม่ทั้งระบบ”

    ทีมระดับท็อปอาจมองข้าม แต่ทีมระดับกลาง–ล่างพรีเมียร์อาจมองว่าเป็นโอกาสทอง

    ความเป็นจริงคือ โอกาสที่บิเอลซ่าจะได้คุมทีมระดับ “บิ๊กซิกซ์” อาจไม่สูง เพราะสโมสรระดับนั้นมักต้องการกุนซือที่เน้นผลลัพธ์และถ้วยรางวัลในระยะสั้นอย่างชัดเจน

    แต่สำหรับทีมระดับกลางตารางหรือทีมที่กำลังหนีตกชั้นแต่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว เช่น

    • ต้องการยกระดับสไตล์การเล่น
    • ต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้สโมสร
    • ต้องการรีเซ็ตทีมใหม่ตั้งแต่โครงสร้างการฝึกซ้อม

    บิเอลซ่าคือ “ตัวเลือกที่น่าสนใจมาก” เพราะ

    • เขาสามารถเปลี่ยนทีมธรรมดาให้กลายเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลดุดันน่าดู
    • สามารถพัฒนานักเตะเกรดกลางให้กลายเป็นผู้เล่นที่มีมูลค่าและคุณภาพสูงขึ้น

    ลีดส์ ยูไนเต็ด: ความเป็นไปได้ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความทรงจำ

    หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงทันทีเมื่อมีข่าวบิเอลซ่าอาจว่างงานในอนาคต คือ ลีดส์ ยูไนเต็ด อดีตทีมรักของเขาเอง

    สถานการณ์ปัจจุบันของลีดส์ (ในพรีเมียร์ลีกตามบทความต้นทาง) ไม่สดใส

    • ความพ่ายแพ้ 2-1 ต่อแอสตัน วิลล่า ทำให้ทีมหล่นไปอยู่ในโซนตกชั้น
    • งานของ ดาเนียล ฟาร์เค เริ่มถูกตั้งคำถาม
    • แรงกดดันจากแฟนบอลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แม้โอกาสที่บิเอลซ่าจะกลับมาคุมลีดส์อีกครั้งอาจไม่สูงนัก

    • ทั้งจากมุมมองของบอร์ดบริหาร
    • ปัจจัยเรื่องวัย
    • และความต้องการเริ่มต้นความท้าทายใหม่ในสโมสรอื่น

    แต่ในเชิง “อารมณ์” การกลับมานั่งข้างสนามในเอลแลนด์ โร้ดอีกครั้งของเขา จะเป็นภาพที่ทำให้แฟนบอลทั้งสนามใจเต้นแรงอย่างแน่นอน

    บอร์ดสโมสรในอังกฤษเริ่ม “เฝ้าดูจากระยะไกล”

    รายงานระบุว่า หลังเริ่มมีสัญญาณว่าเขาอาจพิจารณาออกจากตำแหน่งทีมชาติอุรุกวัย สโมสรในยุโรป รวมถึงพรีเมียร์ลีกหลายทีม เริ่มหันมาจับตามองสถานการณ์นี้อย่างจริงจัง

    • ผู้อำนวยการกีฬา
    • เจ้าของทีม
    • และที่ปรึกษาด้านฟุตบอล

    ต่างรู้ดีว่า กุนซือระดับบิเอลซ่าไม่ได้โผล่ขึ้นมาในตลาดทุกปี การวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ หากทีมคิดจะเปลี่ยนผู้จัดการในซัมเมอร์หน้า การรู้ว่ามีตัวเลือกอย่างบิเอลซ่าอยู่ในตลาดคือ “ตัวแปรสำคัญ” ในการตัดสินใจ

    ความท้าทายหากบิเอลซ่ากลับมาพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

    ถึงแม้แฟนบอลจำนวนมากตื่นเต้นกับแนวคิดนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่า

    1. สภาพร่างกายและวัย 70 ปี
      การคุมทีมระดับสูงสุดในพรีเมียร์ลีกต้องใช้พลังงานมหาศาล ทั้งในสนามซ้อม การวิเคราะห์เกม และการจัดการในแต่ละสัปดาห์
    2. แท็กติกเพรสซิ่งที่ใช้พลังงานมหาศาล
      ระบบของเขาเน้นการวิ่ง ปิดพื้นที่ ไล่เพรสแบบไม่หยุด สโมสรที่อยากได้เขาต้องพร้อมปฏิวัติทั้งแนวทางการเล่นและโครงสร้างร่างกายนักเตะ
    3. เวลาและความอดทนจากบอร์ดบริหาร
      ผลงานช่วงแรกอาจไม่หวือหวา แต่หากให้เวลา ระบบของเขามักสร้างทีมที่เด่นชัดในเอกลักษณ์

    บทสรุป: บิเอลซ่ากับ “โปรเจกต์สุดท้าย” บนเวทีใหญ่?

    ด้วยวัยและประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เส้นทางต่อไปของมาร์เซโล บิเอลซ่าอาจกลายเป็น “โปรเจกต์สุดท้าย” ในลีกระดับท็อปของโลก หากเขาตัดสินใจกลับมาคุมสโมสรในพรีเมียร์ลีกจริง ๆ

    สิ่งที่แน่นอนคือ

    • เขาจะไม่ได้เป็นเพียงเฮดโค้ชที่เข้ามาคุมทีมให้รอดตกชั้นเท่านั้น
    • แต่จะเป็นคนที่เปลี่ยนแนวทางการเล่น เปลี่ยนวัฒนธรรมการซ้อม และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสโมสรนั้นในสายตาแฟนบอลทั่วโลก

    และไม่ว่าปลายทางของเขาจะจบลงที่สโมสรใดในอังกฤษ การกลับมาของบิเอลซ่าจะกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวใหญ่ของพรีเมียร์ลีกในยุคนั้นอย่างแน่นอน

    สำหรับแฟนบอลที่ชอบติดตามข่าวลึก แท็กติกจัดเต็ม และเรื่องราวเบื้องหลังวงการลูกหนัง การมีแหล่งข้อมูลที่อัปเดตต่อเนื่องจะช่วยให้คุณอ่านเกมขาดยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีหลายคอนเทนต์เกี่ยวกับฟุตบอลที่เชื่อมโยงกับเว็บอย่าง ufabet และหากคุณให้ความสำคัญกับความมั่นคง โปร่งใส และการเข้าถึงข้อมูลและบริการที่เป็นระบบ การเลือกใช้งานผ่าน ufabet เว็บตรง จะช่วยให้การเชียร์ฟุตบอลและติดตามโลกลูกหนังของคุณทั้งสนุกและมั่นใจมากกว่าเดิม

  • John Barnes วิเคราะห์พิเศษ

    John Barnes วิเคราะห์พิเศษ

    John Barnes เอ็กซ์คลูซีฟ: สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องทำเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุดของฟลอเรียน เวิร์ตซ์

    John Barnes วิเคราะห์พิเศษ ลิเวอร์พูลต้องทำอย่างไรเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดจาก ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ การย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูลของ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ด้วยค่าตัวสูงถึง 116 ล้านปอนด์ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดีลใหญ่ที่สุดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนเพื่ออนาคตของสโมสรภายใต้ยุคของ อาร์เน่ สลอต ทว่าในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างชัดเจน เพราะมิดฟิลด์วัย 22 ปีรายนี้ยังไม่สามารถสร้างอิมแพ็กได้มากเท่าที่คาดหวังไว้

    ด้วยสถิติ

    • 11 เกมพรีเมียร์ลีก
    • 693 นาที
    • 0 ประตู
    • 0 แอสซิสต์

    นี่เป็นตัวเลขที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะเวิร์ตซ์คือหนึ่งในเพลย์เมกเกอร์ที่โดดเด่นที่สุดในบุนเดสลีกา มีทั้งการจ่ายบอลเฉียบคม ไอเดียสร้างสรรค์ และการเคลื่อนที่เพื่อหาพื้นที่อย่างยอดเยี่ยม

    สถานการณ์ดังกล่าวจึงนำไปสู่บทวิเคราะห์จาก จอห์น บาร์นส์ ตำนานลิเวอร์พูล ที่อธิบายอย่างลึกซึ้งว่าทำไมเวิร์ตซ์ยังปรับตัวไม่ได้ และลิเวอร์พูลต้องทำอย่างไรเพื่อดึงศักยภาพที่แท้จริงของดาวเตะเยอรมันรายนี้ออกมา

    เวิร์ตซ์กำลังเจอปัญหาอะไร? มุมมองจาก จอห์น บาร์นส์

    บาร์นส์ชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวนักเตะ แต่เป็น ระบบและแท็กติกของทีม ที่ยังไม่สอดคล้องกับสไตล์การเล่นของเวิร์ตซ์

    เขากล่าวว่า:

    “ระบบปัจจุบันของลิเวอร์พูลทำให้เวิร์ตซ์ต้องรับภาระมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อฟูลแบ็กดันสูงทั้งสองฝั่ง แต่ไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับคอยซัพพอร์ตแบบยุคที่ลิเวอร์พูลมี เฮนเดอร์สัน, มิลเนอร์ และฟาบินโญ่”

    คำพูดนี้สะท้อนว่า

    • ในยุคคล็อปป์ มิดฟิลด์ 3 คนแข็งแกร่งในเกมรับ
    • ทำให้ฟูลแบ็กอย่างเทรนท์–โรเบิร์ตสัน ดันสูงได้โดยไม่โดนสวนจนเสียสมดุล
    • แต่ปัจจุบัน เมื่อเวิร์ตซ์ลงในสามมิดฟิลด์ เขาต้องวิ่งถอยลึกบ่อย ซึ่งไม่ใช่จุดเด่นของเขา

    บาร์นส์ชี้ชัดว่า

    เวิร์ตซ์ไม่เหมาะกับระบบที่ต้องรับผิดชอบเกมรับในแดนกลางมากเกินไป

    หน้าที่ของเขาควรเป็น “ตัวสร้างสรรค์เกม” ไม่ใช่ “ตัวไล่บอลและตัดเกม”

    สลอตให้ “อิสระในเกมรุก” แต่ยังไม่ลงตัว

    แม้บาร์นส์จะชี้ว่าระบบทำให้เวิร์ตซ์ลำบาก แต่ก็ยืนยันว่า สลอตพยายามปรับแท็กติกเพื่อให้นักเตะเล่นง่ายขึ้น

    “สลอตให้เวิร์ตซ์เล่นในตำแหน่งสูงขึ้น เหมือนเป็นตัวรุกที่ยืนหน้า 3 แต่มี 3 มิดฟิลด์คอยหนุนหลัง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาสร้างสรรค์เกมเต็มที่”

    นี่คือสาเหตุที่ในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เวิร์ตซ์เล่นดีขึ้น เพราะยืนสูงกว่า ไม่ต้องรับผิดชอบในเกมรับมากเกินไป

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาอีกอย่างคือ

    ระบบการขึ้นเกมของลิเวอร์พูลยังไม่เป็นธรรมชาติ

    โดยเฉพาะตำแหน่งฟูลแบ็กอย่าง มิโลช เคียร์เคซ ที่เติมเกมสูงมากจนทำให้เวิร์ตซ์ต้องถอยลงต่ำและเสียสมดุล

    บาร์นส์เตือนว่า

    • หากฟูลแบ็กเติมสูง
    • มิดฟิลด์สร้างสรรค์อย่างเวิร์ตซ์จะถูกบีบให้ทำงานหนักเกินความจำเป็น
    • และส่งผลให้การตัดสินใจในเกมรุกช้าลง

    เวิร์ตซ์เหมาะจะยืนตรงไหนในระบบของลิเวอร์พูล?

    บาร์นส์มองว่าเวิร์ตซ์จะเล่นได้ดีที่สุดเมื่อยืนในตำแหน่ง

    “หนึ่งในสามมิดฟิลด์ตัวบนที่ไม่ต้องรับผิดชอบเกมรับมากเกินไป”

    หรือ

    “ยืนสูงในตำแหน่งหน้าซ้ายหรือหน้าขวาในระบบ front three”

    เขาอธิบายว่า

    “ตำแหน่งที่เหมาะกับเวิร์ตซ์ในระบบนี้ขึ้นอยู่กับมิดฟิลด์สามคนของลิเวอร์พูล หากทีมมีมิดฟิลด์เชิงรับที่แข็งแรง เวิร์ตซ์ก็สามารถเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวบนได้ แต่ถ้าฟูลแบ็กเติมสูงมาก เขาควรเล่นหน้า 3 เพราะเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า”

    ทำไมลิเวอร์พูลต้องปรับ? เพราะค่าตัว 116 ล้านทำให้ความกดดันสูงขึ้นสองเท่า

    เมื่อทีมทุ่มเงินระดับเกิน 100 ล้านปอนด์ ความคาดหวังย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

    แต่จนถึงตอนนี้:

    • ลิเวอร์พูลแพ้ไปแล้ว 6 เกมจาก 12 เกมแรก
    • ฟอร์มป้องกันแย่ลง
    • การประสานงานระหว่างมิดฟิลด์ชุดใหม่ยังไม่ลงตัว

    บาร์นส์จึงย้ำว่า

    ลิเวอร์พูล “ไม่ควรซื้อเพิ่มในมกราคม” เพราะปัญหาอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่จำนวนผู้เล่น

    เขาชี้ว่า:

    “ลิเวอร์พูลเพิ่งเซ็นผู้เล่นใหม่ถึง 5 คน แต่ฟอร์มยิ่งแย่ลง ไม่ใช่เพราะขาดนักเตะ แต่เป็นเพราะระบบยังไม่เข้าที่”

    การเปรียบเทียบผลงานของลิเวอร์พูล: ปีที่แล้ว vs ปีนี้

    บาร์นส์ยกตัวอย่างว่า

    • ฤดูกาลก่อน ลิเวอร์พูลไม่ได้เสริมนักเตะเลย แต่กลับคว้าแชมป์ 9 แต้ม
    • ฤดูกาลนี้เสริม 5 คน แต่ฟอร์มกลับตกอย่างเห็นได้ชัด

    นี่ทำให้เขาย้ำว่า

    การเสริมทัพไม่ใช่ทางลัดที่จะทำให้สลอตพาทีมกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดี

    แล้วเวิร์ตซ์จะกลับมาระเบิดฟอร์มได้เมื่อไหร่?

    หากถามแฟนบอล คำตอบคงเป็น “ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี”

    แต่ในความเป็นจริง เวิร์ตซ์อาจต้องการ

    • เวลาในการปรับตัวกับสปีดเกมพรีเมียร์ลีก
    • ระบบที่เหมาะกับตำแหน่งของเขา
    • ความมั่นใจจากการได้บทบาทในเกมรุกเต็มรูปแบบ
    • มิดฟิลด์เบื้องหลังที่สมดุลมากกว่านี้

    จุดเด่นของเวิร์ตซ์คือ

    • การหาช่อง
    • ความคิดสร้างสรรค์
    • การจ่ายบอลในพื้นที่แคบ
    • ความคล่องตัว
    • การเล่นระหว่างเส้น

    จุดเด่นเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น หากเขาต้องถอยลงมาตัดเกมหรือวิ่งไล่บอลตลอดเวลา

    การปรับระบบของลิเวอร์พูล: ทางรอดหรือทางเลือกเดียว?

    มีสองทางหลักที่สลอตสามารถเลือกได้เพื่อดึงศักยภาพเวิร์ตซ์กลับคืนมา

    ทางเลือกที่ 1: ลดบทบาทฟูลแบ็กเติมสูง

    • ให้ฟูลแบ็กดันน้อยลง
    • รักษาสมดุลแดนกลาง
    • เปิดพื้นที่ให้เวิร์ตซ์สร้างสรรค์เกมได้เต็มที่

    ทางเลือกที่ 2: ให้เวิร์ตซ์เล่นในพื้นที่สูง โดยมีมิดฟิลด์เชิงรับรองพื้นที่ให้

    • ให้ กราเวนเบิร์ช และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ช่วยคุมจังหวะ
    • ปล่อยเวิร์ตซ์ให้โฟกัสกับเกมรุกโดยไม่ต้องลงมาลึกมาก

    บทบาทของเวิร์ตซ์ในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก: ทำไมถึงดีกว่าในพรีเมียร์ลีก?

    คำตอบง่ายมาก:

    เขาเล่นสูงกว่า และไม่ต้องรับผิดชอบเกมรับมาก

    ในเกมกับเรอัล มาดริด เวิร์ตซ์ยืนเป็นหนึ่งใน front three ซึ่งทำให้เขาเป็นตัวเชื่อมเกมสุดท้าย ไม่ใช่ตัววิ่งประคองแผงมิดฟิลด์

    ประเด็นนี้ยิ่งสะท้อนว่า

    ตำแหน่งคือกุญแจสำคัญ

    สรุป: เวิร์ตซ์ยังคงเป็น “เพลย์เมกเกอร์ระดับยุโรป” ที่ต้องการระบบที่เหมาะสม

    แม้การเริ่มต้นกับลิเวอร์พูลจะไม่ง่าย แต่เวิร์ตซ์ยังเป็นนักเตะที่มีคุณภาพสูงระดับท็อป และบาร์นส์เชื่อว่า

    หากสลอตปรับระบบให้เหมาะสม ศักยภาพของเวิร์ตซ์จะกลับมาอย่างไม่ต้องสงสัย

    หากคุณต้องการติดตามข้อมูลฟุตบอล วิเคราะห์เกม และอัปเดตดีลใหญ่แบบมืออาชีพ ควรเลือกเว็บที่ให้ข้อมูลครบทุกมิติแบบเรียลไทม์ ซึ่งหาได้ง่ายในเครือแบรนด์อย่าง ufabet และถ้าต้องการช่องทางที่มั่นคง โปร่งใส และใช้งานง่าย การเลือกใช้บริการผ่าน ufabet เว็บตรง จะยิ่งทำให้การเชียร์บอลและติดตามข่าวลูกหนังมีรสชาติยิ่งขึ้น

  • มาร์ค เกอฮี พร้อมที่จะอยู่คริสตัล พาเลซ แทนที่จะย้ายไป ‘ดรีม’ ลิเวอร์พูล

    มาร์ค เกอฮี พร้อมที่จะอยู่คริสตัล พาเลซ แทนที่จะย้ายไป ‘ดรีม’ ลิเวอร์พูล

    มาร์ก เกฮี กับการตัดสินใจเลื่อน “ความฝันที่แอนฟิลด์” เพื่ออยู่พาเลซต่อไป

    กระแสข่าวเรื่องอนาคตของ มาร์ก เกฮี กัปตันทีมคริสตัล พาเลซ กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าเจ้าตัวพร้อมจะ “ชะลอ” ความฝันในการย้ายไปลิเวอร์พูล และเลือกอยู่ค้าแข้งที่เซลเฮิร์สท์ ปาร์กต่ออย่างน้อยจนจบฤดูกาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายคนมองว่าเขาใกล้จะได้ย้ายไปสวมเสื้อสีแดงเพลิงเต็มที

    ดีลระหว่างลิเวอร์พูลกับพาเลซเมื่อช่วงท้ายตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าไปไกลจนถึงขั้น “ใกล้ปิดจบ” แต่สุดท้ายกลับล่มลงในช่วงโค้งสุดท้าย โดยมีทั้งปัญหาเรื่องเวลา ความล่าช้าในการเดินหน้าเจรจา และรายละเอียดเบื้องหลังที่ไม่ลงตัว ทำให้เกฮีต้องอยู่กับอินทรีผงาดฟ้าต่อไปแบบที่ตัวเองก็อาจไม่ได้คาดคิดไว้ตั้งแต่แรก

    ทว่าภาพที่เกิดขึ้นวันนี้กลับพลิกผันไปอีก เมื่อฟอร์มของพาเลซในพรีเมียร์ลีกซีซันนี้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด พวกเขายืนอยู่อันดับสูงกว่าลิเวอร์พูลที่กำลังออกสตาร์ตฤดูกาลด้วยฟอร์มที่เรียกได้ว่า “น่าผิดหวัง” สำหรับทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์ และกำลังป้องกันตำแหน่ง ทำให้สถานการณ์ในหัวของเกฮีเปลี่ยนไปไม่น้อย

    ทำไมเกฮีถึงเริ่ม “ลังเล” กับความฝันที่แอนฟิลด์

    ตามรายงานของ Alan Nixon ทาง Patreon ระบุว่า เกฮียังมองการย้ายไปลิเวอร์พูลว่าเป็น “ตัวเลือกในฝัน” ของเขา แต่เหตุการณ์ในช่วงซัมเมอร์ทำให้เจ้าตัวเริ่มมีคำถามกับดีลนี้มากขึ้น

    1. ลิเวอร์พูลมาช้าเกินไป
      แหล่งข่าวใกล้ชิดนักเตะเผยว่า สโมสรจากเมอร์ซีย์ไซด์เข้ามาเดินเกมค่อนข้างช้า ในช่วงท้ายของตลาด ทำให้การเตรียมตัวทั้งในแง่เอกสารและการเจรจาราบรื่นไม่ทันเวลา
    2. มี “ปัญหาเบื้องหลัง” มากกว่าที่แฟนบอลเห็น
      ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าตัวหรือค่าเหนื่อย แต่ยังรวมถึงรายละเอียดในสัญญา บทบาทในทีม และเงื่อนไขด้านอื่น ๆ ที่ทำให้ดีลซับซ้อน จนเกฮีรู้สึกว่าตัวเองอาจไม่ได้ถูกผลักดันเต็มที่เท่าที่ควร
    3. ตอนนี้ไม่ใช่ “มีแต่ลิเวอร์พูล” อีกต่อไป
      จากฟอร์มที่สม่ำเสมอในระดับพรีเมียร์ลีก เกฮีเริ่มกลายเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่หลายสโมสรทั้งในอังกฤษและยุโรปจับตามอง เขาจึงไม่ได้มีเพียง “หนึ่งทางเลือก” เหมือนเดิมอีกแล้ว

    เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน เขาจึงมองว่าการอยู่กับพาเลซต่อไปจนจบฤดูกาล แล้วค่อยตัดสินใจครั้งใหญ่อีกทีในช่วงซัมเมอร์ อาจเป็นทางเลือกที่มีเวลาให้คิดอย่างรอบด้านมากกว่า

    สถานะของเกฮี ณ วันนี้: กัปตันทีมพาเลซและ “ฟรีเอเย่นต์ในอนาคต” ที่หลายทีมหมายตา

    แม้ข่าวจะโยงกับลิเวอร์พูลอย่างหนัก แต่รายงานเผยว่า หากถึงเวลาที่เกฮีจะย้ายออกจากพาเลซจริง ๆ เขาจะไม่ปิดโอกาสตัวเองแค่สโมสรเดียวเท่านั้น

    • เขาสามารถเริ่มเจรจากับสโมสรต่างชาติได้ตั้งแต่เดือนมกราคม
    • มีทีมทั้งในอังกฤษและนอกเกาะสนใจคว้าตัวแบบ “ไร้ค่าตัว” ในปี 2026
    • เขามีเวลาทั้งซีซันนี้เพื่อแสดงฟอร์มและเพิ่มมูลค่าของตัวเองในตลาด

    ในแง่ของพาเลซเอง การมีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่เป็นถึงกัปตันทีมและติดทีมชาติอังกฤษอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำให้สถานะของสโมสรในลีกสูงขึ้น พวกเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นทีมต้องหนีตกชั้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มขยับสู่การเป็นทีมกลางตารางที่มีโอกาสไล่เบียดพื้นที่บน

    ลิเวอร์พูล: ทีมที่ “ต้องการ” เกฮีมากกว่าที่เกฮีต้องการลิเวอร์พูล?

    ผลงานของลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2025/26 ทำให้ความจริงหนึ่งปรากฏเด่นชัด นั่นคือ แผงหลังของพวกเขากำลังมีปัญหา

    • เกมแพ้ฟอเรสต์ 0-3 คาบ้าน ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางในการป้องกัน
    • เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เริ่มเข้าสู่วัยปลายอาชีพ แม้ยังคุมเกมได้ดี แต่ไม่สามารถลงเล่นทุกนัดได้เหมือนเดิม
    • อิบราฮิม่า โกนาเต้ อยู่ในปีสุดท้ายของสัญญา และยังไม่ได้ตัดสินใจอนาคตอย่างชัดเจน แถมฟอร์มในซีซันนี้ยังโดนวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเกมกับฟอเรสต์ที่เต็มไปด้วยความผิดพลาด

    ในสถานการณ์แบบนี้ อาร์เน่ สลอต ต้องการเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่มีทั้งคุณภาพ ความนิ่ง และความสม่ำเสมอ ซึ่งเกฮีตอบโจทย์แทบทุกข้อ เขาคุมแนวรับพาเลซได้ดี มีประสบการณ์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว และมีภาวะผู้นำจากการเป็นกัปตันทีม

    หากถามว่า “ใครต้องการใครมากกว่ากัน?” ตอนนี้อาจตอบได้ไม่ยากว่า ลิเวอร์พูลต้องการเกฮี มากกว่าที่เกฮีจำเป็นต้องรีบย้ายไปลิเวอร์พูลในทันที

    มุมมองจากฝั่งพาเลซ: จากทีมขายสตาร์ สู่ทีมวางระบบระยะยาว

    อีกประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือบทบาทของทีมงานเบื้องหลังอย่าง Dougie Freedman ผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในคนทำงานตลาดซื้อขายที่เก่งที่สุดในพรีเมียร์ลีก

    พาเลซไม่ได้เป็นแค่ทีมขายนักเตะกินไปเรื่อย ๆ แต่เริ่มสร้างโมเดลการบริหารที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งการดึงดาวรุ่ง การต่อสัญญาแกนหลัก และการเลือกเวลาปล่อยนักเตะอย่างมีจังหวะ ไม่เสียฟรีโดยไม่จำเป็น ในกรณีของเกฮี หากปล่อยฟรีในปี 2026 อาจดูเหมือนเสียเปรียบ แต่ก็ต้องมองกลับว่าพวกเขาได้ใช้เขาเป็นกัปตันทีม นำสโมสรยืนระดับกลางตาราง และอาจมีผลงานดีเกินคาดในลีก

    หากพาเลซจบฤดูกาลนี้ด้วยอันดับสูง หรือไปได้ไกลในบอลถ้วย การปล่อยกัปตันทีมที่หมดสัญญาหลังจากนั้น อาจไม่ใช่ “ความล้มเหลว” แต่กลายเป็นดีลที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์เต็มที่ คนหนึ่งได้ใช้ช่วงพีกของตัวเองสร้างชื่อกับสโมสร อีกฝ่ายได้ผลงานและภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว

    เกฮีในมุมของนักเตะ: ช้าแต่ชัวร์ ดีกว่ารีบร้อนแล้วผิดทาง

    การตัดสินใจเลื่อนดีลในฝันของตัวเองออกไป ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักฟุตบอล โดยเฉพาะเมื่อต้นสังกัดที่พูดถึงคือสโมสรใหญ่อย่างลิเวอร์พูล และยังมีโอกาสเล่นในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เป็นตัวล่อใจ

    แต่ในวัย 25 ปี เกฮีอยู่ในช่วงที่

    • ยังไม่แก่เกินไปสำหรับการย้ายไปทีมใหญ่
    • แต่ก็ไม่เด็กจนต้อง “เสี่ยงทุกอย่าง” กับการย้ายทีมในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม

    การรอถึงซัมเมอร์เพื่อ

    • ดูภาพรวมของลิเวอร์พูลว่าจะกลับมาติดท็อปโฟร์หรือไม่
    • ดูว่ามีทีมอื่นในยุโรปพร้อมยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าหรือเหมาะกับสไตล์ของเขามากกว่า
    • รอให้เรื่องการบริหารทีมและนโยบายระยะยาวชัดเจนขึ้น

    จึงเป็นการวางหมากที่ดู “เยือกเย็นและมีชั้นเชิง” มากกว่าการทุ่มทุกอย่างเพราะคำว่า “ทีมในฝัน” เพียงอย่างเดียว

    ลิเวอร์พูลต้องเดินเกมอย่างไรต่อจากนี้?

    หน้าที่ต่อจากนี้ตกอยู่ที่ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการกีฬาของลิเวอร์พูล ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองทางเลือกใหญ่

    1. ดึงเกฮีในเดือนมกราคม
      • ต้องจ่ายค่าตัวให้พาเลซ
      • อาจต้องจูงใจนักเตะด้วยโอกาสลงตัวจริงทันที
      • ได้แก้ปัญหาแนวรับในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล
    2. รอเซ็นฟรีซัมเมอร์ 2026
      • ไม่ต้องจ่ายค่าตัว แต่ต้องแข่งกับหลายสโมสร
      • หากผลงานทีมในปีนี้ไม่ดี อาจทำให้เกฮีเลือกสโมสรอื่น
      • ความไม่แน่นอนของฟอร์มโกนาเต้และอนาคตฟาน ไดค์ ทำให้การรออาจเป็นความเสี่ยงเชิงกีฬา

    ในโลกของฟุตบอลระดับท็อป เวลาไม่เคยรอใคร การตัดสินใจของทั้งลิเวอร์พูลและเกฮีในอีกไม่กี่หน้าต่างซื้อขายข้างหน้าจะเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่น่าจับตาที่สุดของตลาดนักเตะยุโรป

    บทสรุป: จาก “ความฝันที่แอนฟิลด์” สู่ “การเดินเกมอย่างมีสติ”

    เรื่องราวของมาร์ก เกฮีในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวลือซื้อขายนักเตะธรรมดา แต่สะท้อนให้เห็นถึง

    • การเติบโตของคริสตัล พาเลซในฐานะสโมสร
    • ปัญหาเชิงโครงสร้างในแนวรับของลิเวอร์พูล
    • และการตัดสินใจระดับอาชีพของนักเตะที่เลือก “คิดให้รอบด้าน” มากกว่าปล่อยให้ความรู้สึกนำเพียงอย่างเดียว

    ไม่ว่าเขาจะลงเอยกับลิเวอร์พูล ทีมใหญ่ในต่างแดน หรือเลือกเส้นทางอื่นในปี 2026 สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เกฮีได้ยกระดับตัวเองจากกองหลังดาวรุ่งสู่กัปตันทีมพรีเมียร์ลีกที่ทุกสายตายอมรับในคุณภาพอย่างเต็มตัวแล้ว

    ถ้าคุณชอบติดตามเบื้องลึกดีลใหญ่แบบนี้ ทั้งข่าวลิเวอร์พูล พาเลซ และตลาดซื้อขายยุโรป การมีแพลตฟอร์มที่รวมสถิติ อัตราต่อรอง และข้อมูลแบบเรียลไทม์จะช่วยให้การดูบอลของคุณสนุกและมีมิติมากขึ้น ซึ่งมีให้ครบในแบรนด์อย่าง ufabet และหากให้เลือกช่องทางที่จริงใจ โปร่งใส และเน้นความปลอดภัยในการใช้งาน การมองหาแหล่งเดิมพัน และข้อมูลฟุตบอลผ่าน ufabet เว็บตรง จะช่วยให้ทุกคืนที่มีบอลเตะเต็มไปด้วยทั้งความรู้และอรรถรสในการเชียร์อย่างแท้จริง

  • วิเคราะห์เกม Arsenal 4-1 Tottenham

    วิเคราะห์เกม Arsenal 4-1 Tottenham

    วิเคราะห์เกม อาร์เซนอล 4-1 ท็อตแนม: คะแนนผู้เล่นและไฮไลท์การแข่งขัน

    วิเคราะห์เกม ศึก North London Derby ครั้งแรกของฤดูกาลจบลงด้วยชัยชนะสุดยิ่งใหญ่ของอาร์เซน่อล โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ฟอร์มระดับมาสเตอร์คลาสของ เอเบเรชี เอเซ่ ผู้ทำแฮตทริกในเกมนี้ และกลายเป็นศูนย์กลางของทุกจังหวะอันตรายที่ทำให้สเปอร์สถึงกับตั้งรับแทบไม่ทัน

    แม้เกมดาร์บี้มักจะเต็มไปด้วยความสูสี แต่ภาพรวมของเกมนี้แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน อาร์เซน่อลคุมเกมตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้าย พวกเขาเล่นด้วยความมั่นใจ คมกริบ และมีความหลากหลายในการเข้าทำที่สเปอร์สหยุดไม่อยู่ หากจะสรุปสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ คงต้องบอกว่า อาร์เซน่อลเหนือกว่าแทบทุกด้าน จริง ๆ

    บทความนี้จะพาคุณลงลึกทั้งรูปเกม ไฮไลต์สำคัญ และวิเคราะห์ฟอร์มของผู้เล่นแต่ละคน พร้อมมองภาพรวมของทั้งสองสโมสรหลังจบศึกดาร์บี้ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมเกมนี้

    ครึ่งแรก: อาร์เซน่อลคุมทุกจังหวะ เหลือแค่ประตู

    อาร์เซน่อลเปิดเกมด้วยจังหวะการเคลื่อนบอลที่เร็วกว่า คมกว่า และหาพื้นที่ว่างได้ดีกว่าอย่างชัดเจน สเปอร์สเลือกเล่นด้วยบล็อกต่ำเพื่อปิดช่องตรงกลาง แต่กลับทำให้ตัวเองต้องรับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง เพราะปีกอย่างซาก้าและทรอสซาร์ดลากแนวยืนสเปอร์สให้ถอยจนเต็มพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ

    ช่วงครึ่งชั่วโมงแรก แม้จะบุกอยู่ฝ่ายเดียว แต่ปืนใหญ่ยังเจาะไม่สำเร็จ ต้องรอจน เลอันโดร ทรอสซาร์ด ซัดประตูเบิกร่องด้วยความนิ่งและเฉียบคม ก่อนที่ เอเบเรชี เอเซ่ จะบวกประตูที่สองด้วยการเล่นที่ทั้งมั่นใจและเหนือชั้น

    ทันทีที่อาร์เซน่อลนำ 2-0 เกมก็ผ่อนคลายลงทันที ฝั่งสเปอร์สดูจะเสียศูนย์และไม่สามารถตั้งเกมรุกของตัวเองได้เลย

    ครึ่งหลัง: เอเซ่โชว์คลาส & คุมเกมอย่างเหนือชั้น

    เข้าสู่ครึ่งหลังอาร์เซน่อลยิ่งเล่นง่ายขึ้นไปอีก เพราะสเปอร์สต้องเร่งเกมเพื่อเอาประตูคืน ทำให้แนวรับเปิดพื้นที่มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่นักเตะอย่างเอเซ่ต้องการ

    ไม่นานหลังเริ่มครึ่งหลัง เอเซ่ก็จัดการยิงประตูที่สองของตัวเอง และประตูที่สามในช่วงท้ายเกมก็เป็นการย้ำชัดว่า นี่คือหนึ่งในฟอร์มอันยอดเยี่ยมที่สุดของผู้เล่นคนหนึ่งในเกมดาร์บี้ลอนดอนเหนือ

    สเปอร์สได้ประตูปลอบใจจากจังหวะยิงไกลสุดสวยของริชาร์ลิสัน แต่ไม่ได้ส่งผลต่อรูปเกมโดยรวม เพราะอาร์เซน่อลยังคงคุมจังหวะและเล่นอย่างมั่นใจจนเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น

    คะแนนนักเตะ Arsenal

    GK: ดาบิด รายา — 7/10

    แทบไม่มีจังหวะต้องเซฟ แต่โดนยิงไกลสุดสวยแบบไม่มีโอกาสป้องกัน

    RB: ยูร์เรียน ทิมเบอร์ — 8/10

    พลังงานสูง เติมเกมบ่อยและคม สร้างความกดดันให้สเปอร์สตลอดเกม

    CB: วิลเลี่ยม ซาลิบา — 7/10

    นิ่ง มั่นใจ คุมพื้นที่ได้ดี ไม่มีข้อผิดพลาดให้เห็น

    CB: ปิเอโร่ อินคาปิเอ — 7/10

    เกมที่ง่ายสำหรับเขา อ่านเกมดี ช่วยสร้างความนิ่งในแผงหลัง

    LB: ริคคาร์โด คาลาฟิออรี — 7.5/10

    โดดเด่นทั้งเกมรับและรุก ช่วยต่อบอลลื่นไหลจังหวะเข้าทำหลายครั้ง

    CM: ดีแคลน ไรซ์ — 8/10

    กัปตันมิดฟิลด์ตัวจริงของอาร์เซน่อล คุมทุกจังหวะกลางสนาม

    CM: มาร์ติน ซูบิเมนดี้ — 6.5/10

    เล่นดีโดยรวม แต่มีจังหวะเสียบอลจนทีมโดนยิงหนึ่งลูก

    RW: บูกาโย่ ซาก้า — 7/10

    อาจไม่ใช่เกมที่หวือหวา แต่เป็นผู้สร้างความกว้างและพื้นที่สำคัญให้ทีม

    AM: เอเบเรชี เอเซ่ — 10/10 (MOTM)

    แฮตทริกสุดหรู การพาบอลสร้างโอกาส ความมั่นใจ และความเฉียบคม ครบทุกองค์ประกอบของผู้เล่นระดับท็อป

    LW: เลอันโดร ทรอสซาร์ด — 7.5/10

    ประตูเปิดหัวสำคัญของเกม เล่นไหวพริบดีตามมาตรฐานของเขา

    ST: มิเกล เมรีโน่ — 7/10

    เชื่อมเกมอย่างฉลาด เก็บบอลได้ดีในพื้นที่แดนหน้า

    คะแนนนักเตะ Tottenham Hotspur

    GK: กูเยลโม่ วิคาริโอ — 5/10

    เกมแย่สุด ๆ ของเขา จ่ายบอลเสียบ่อยและเซฟไม่ได้ตามมาตรฐาน

    CB: เควิน ดันโซ — 4/10

    เจองานหนักจนต้องถูกเปลี่ยนออกในครึ่งเวลา

    CB: คริสเตียน โรเมโร่ — 5/10

    ตัวเลขดี แต่หยุดแนวรุกอาร์เซน่อลไม่ได้

    CB: มิกกี้ ฟาน เดอ เฟน — 3/10

    เกมที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่มาอยู่สเปอร์ส

    RWB: เจด สเปนซ์ — 4.5/10

    ไม่สามารถสร้างผลกระทบใด ๆ ในเกมรุกหรือรับ

    CM: เจา ปาลินญ่า — 7/10

    พยายามสู้เต็มที่ แท็คเกิลดี แต่ตัวคนเดียวเอาไม่อยู่

    CM: โรดริโก เบนทานกูร์ — 6/10

    ถูกไรซ์ข่มชัดเจนในแดนกลาง ทำเกมไม่ได้ตามต้องการ

    LWB: เดสตินี่ อูโดกี — 7/10

    พยายามเติมเกมบุกและเป็นตัวอันตรายที่พอมีให้เห็นบ้าง

    AM: โมฮัมเหม็ด คูดุส — 5/10

    เงียบ ด้อยกว่ามาตรฐานที่เคยทำไว้มาก

    AM: วิลสัน โอโดแบร์ — 5/10

    มีส่วนร่วมในเกมต่ำ ไม่สามารถสร้างปัญหาให้คู่แข่ง

    ST: ริชาร์ลิสัน — 7/10

    ประตูสุดสวยช่วยให้ทีมยังมีหน้า แต่โอกาสมีน้อยเกินไป

    ภาพรวมหลังเกม: อาร์เซน่อลส่งสัญญาณลุ้นแชมป์เต็มตัว

    ชัยชนะ 4-1 ไม่ได้เป็นเพียงสกอร์ที่สวยเท่านั้น แต่เป็นการยืนยันว่าอาร์เซน่อลในฤดูกาลนี้ “จริงจังและแข็งแกร่งทุกมิติ”

    ระบบของอาร์เตต้าเริ่มลงตัว ความมั่นใจของผู้เล่นแต่ละคนกำลังอยู่ในจุดพีค โดยเฉพาะเอเซ่ที่แสดงให้เห็นว่าเขาจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญของฤดูกาลนี้อย่างแท้จริง

    ในขณะที่สเปอร์สยังต้องใช้เวลาในการปรับทีมของโธมัส แฟรงค์ ทั้งเกมรับที่หลวม และเกมรุกที่ติดขัด หากไม่แก้ไขอย่างลึกซึ้ง อาจส่งผลยาวจนลุ้นท็อปโฟร์ลำบาก

    หากคุณชอบเกมดาร์บี้เดือดแบบนี้ และอยากติดตามสถิติ ฟอร์มทีม และบทวิเคราะห์เชิงลึกทุกคู่ เพิ่มประสบการณ์ดูบอลให้สนุกขึ้นด้วยเว็บที่ให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์อย่าง ufabet และถ้าต้องการความมั่นคง โปร่งใส พร้อมระบบฝากถอนทันใจ เลือกใช้ ufabet เว็บตรง เพื่อให้ทุกแมตช์ที่คุณลุ้นเต็มไปด้วยความมั่นใจและปลอดภัยในทุกการเดิมพัน

  • Eberechi Eze

    Eberechi Eze

    Eberechi Eze ทำแฮตทริกให้อาร์เซนอลถล่มสเปอร์ส แฟรงค์ขอโทษแฟนบอล แอสตันวิลล่าเอาชนะลีดส์

    หลังพักเบรกทีมชาติ บรรยากาศพรีเมียร์ลีกกลับมาร้อนแรงทันที และ ถ่ายทอดทุกจังหวะสำคัญแบบสด ๆ ทั้งผลการแข่งขันที่พลิกความคาดหมาย ฟอร์มฮอตของสตาร์ดัง ไปจนถึงเสียงวิจารณ์แท็กติกจากกุนซือและนักวิจารณ์ โดยไฮไลต์ใหญ่ที่สุดหนีไม่พ้นศึกนอร์ธลอนดอนดาร์บี้ ที่กลายเป็นเวทีแจ้งเกิดเต็มตัวของ Eberechi Eze ในสีเสื้อ Arsenal

    นอกจากนั้นยังมีเกมสำคัญอย่าง Aston Villa บุกแซงชนะ Leeds, Newcastle กลับมาคว้าชัยเหนือ Manchester City, และ Liverpool พังคาบ้านให้กับ Nottingham Forest สะท้อนให้เห็นว่าฤดูกาลนี้ไม่มีทีมใหญ่ทีมไหนที่เล่นได้ชิล ๆ อีกต่อไป

    Eze แฮตทริก ลอนดอนฝั่งแดงเดือดสุดขีด

    เกมระหว่าง Arsenal vs Tottenham Hotspur ที่ Emirates Stadium ถูกจับตามองตั้งแต่ก่อนเขี่ยบอล เพราะเป็นการเจอกันหลังเบรกทีมชาติ แถมยังมีประเด็นดราม่าเรื่องตลาดซื้อขายที่ Spurs เคยเกือบได้ตัว Eberechi มาก่อน แต่โดน Arsenal ปาดหน้าคว้าตัวไปในวินาทีท้ายของซัมเมอร์

    ในสนาม Spurs เริ่มเกมด้วยแผนรับลึก เปลี่ยนมาใช้กองหลัง 5 ตัว ตามแผนของ Thomas Frank ที่หวังตัดจังหวะเกมรุกไหลลื่นของ Arsenal ให้ได้ แต่ต้านไม่ไหวจนถูก “ระเบิดเกมรุก” ช่วงท้ายครึ่งแรก

    • ประตูแรกมาจากจังหวะบอลยาวสุดเฉียบของ Mikel Merino ที่วางทะลุแนวรับไปถึง Leandro Trossard ควบเข้าเขตโทษและยิงเสียบมุมอย่างเด็ดขาด
    • จากนั้นเพียงไม่กี่นาที บอลที่ Spurs เคลียร์ไม่ขาดตกมาเข้าทาง Eze หน้ากรอบ เขาล็อกหลบคู่แข่งก่อนกดเรียดผ่านบล็อกนักเตะและผ่านมือ Guglielmo Vicario เข้าไป แม้มีผู้เล่น Arsenal ยืนล้ำหน้าอยู่หลายคน แต่ VAR ยืนยันว่าไม่บดบังวิสัยทัศน์ของผู้รักษาประตู ประตูจึงถูกให้ตามเดิม

    ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 2-0 และโมเมนตัมทั้งหมดเทไปฝั่งเจ้าบ้าน

    ครึ่งหลังเกมเดือดขึ้น Richarlison ยิงไกลสุดสวยแต่ไม่พอ

    เปิดครึ่งหลังมาไม่ถึงนาที Arsenal ตอกย้ำความเฉียบคมอีกครั้ง เมื่อบอลจังหวะสองไหลมาถึง Eze ที่บริเวณหัวกะโหลก เขายิงด้วยเท้าซ้ายเสียบมุมอย่างใจเย็น กลายเป็นประตู 3-0 ที่ทำให้แฟนบอล Spurs ช็อกทั้งสนาม

    แม้สถานการณ์แทบจะปิดประตูคัมแบ็ก แต่ Richarlison ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เมื่อเขาฉวยโอกาสจากความผิดพลาดกลางสนามของ Martin Zubimendi แย่งบอลได้ก่อนเงยหน้ามองและซัดบอลจากระยะราว 40 หลา ลอยข้ามหัว David Raya เข้าไปอย่างสวยงาม เป็นหนึ่งในประตูไกลที่น่าจดจำของฤดูกาล

    แต่ความหวังไล่ตามกลับมาอยู่ได้ไม่นาน เพราะ Eberechi ยังไม่พอแค่นั้น เขาใช้จังหวะวิ่งสอดเข้าเขตโทษ ก่อนจบสกอร์ด้วยเท้าขวาอย่างเฉียบขาด กลายเป็น แฮตทริกในดาร์บี้แมตช์ และทำให้สกอร์ขาดลอย 4-1

    สถิติบันทึกว่า Eze คือหนึ่งในผู้เล่นไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่ทำแฮตทริกในศึกนอร์ธลอนดอนดาร์บี้ ต่อจากชื่อระดับตำนานอย่าง Ted Drake และ Alan Sunderland นั่นยิ่งตอกย้ำว่าดีลที่ Arsenal ปาดคว้าตัวเขาไป ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสโมสรในยุคนี้

    Arteta ปลื้ม “ความกระหาย” ของ Eze ซ้อมเพิ่มเอง ถามทุกดีเทลเพื่อพัฒนา

    หลังจบเกม Mikel Arteta ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงปลื้มสุด ๆ เขาเล่าว่า หลังกลับจากทีมชาติ Eze ได้วันหยุด 2 วันเหมือนเพื่อนร่วมทีมคนอื่น แต่ใช้เวลาเพียงวันเดียว ก่อนจะกลับมาขอซ้อมเพิ่มเอง พร้อมยิงคำถามเรื่องจังหวะการเล่น การเคลื่อนที่ และวิธีหาพื้นที่ระหว่างไลน์คู่แข่ง

    Arteta บอกชัดว่า

    “เมื่อคุณมีนักเตะที่มีทั้งพรสวรรค์สูงและความกระหายแบบนี้ ผลลัพธ์ในสนามมันก็จะออกมาแบบที่เห็น เขาสมควรได้รับทุกคำชม”

    นอกจากทำแฮตทริกEberechi ยังสร้างบรรยากาศในทีมให้เปลี่ยนไป เขาเติมความมั่นใจและความสนุกให้เพื่อนร่วมทีม กลายเป็น “ออร่าใหม่” ที่เข้ามาเติมเต็มแผนการเล่นของ Arsenal ในการลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้

    ชัยชนะในเกมนี้ทำให้ Arsenal ทิ้งห่างทีมหัวตารางออกไปเป็น หกคะแนน แม้ Arteta ยังย้ำว่า “ในพรีเมียร์ลีก ช่องว่าง 6 แต้มไม่ได้การันตีอะไร” แต่แฟนบอลทั้งโลกมองเห็นชัดแล้วว่าพวกเขาคือหนึ่งในเต็งแชมป์เต็มตัว

    ฝั่ง Spurs Frank และ Vicario ออกมาขอโทษ แฟนบอลรับไม่ได้กับฟอร์ม “ไม่ยอมสู้”

    ด้าน Spurs ภายใต้การคุมทีมของ Thomas Frank ต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งจากแท็กติกและสภาพจิตใจนักเตะ

    หลังเกม Frank ยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดของฤดูกาล

    • เขาบอกว่าทีมเล่นไม่ตามแผน ขาดความดุดัน
    • แพ้แทบทุกจังหวะดวลตัวต่อตัว
    • เปลี่ยนแผนตอนพักครึ่งแล้วดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เกม “จบไปแล้ว” ตั้งแต่สกอร์ 3-0

    ส่วน Guglielmo Vicario ผู้รักษาประตูออกมาพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด เขาย้ำประโยคที่แฟนบอลหลายคนจดจำได้ว่า

    “สิ่งที่ต่อรองไม่ได้ในระดับนี้คือ ‘ต้องสู้’ แต่วันนี้เราไม่ได้สู้เลย เราต้องขอโทษแฟนบอลก่อนเป็นอย่างแรก”

    ทั้งคู่ยังพูดเหมือนกันว่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือ “รวมใจกัน” และใช้เกมถัดไปในบอลยุโรปเป็นจุดเริ่มใหม่ แต่สำหรับแฟน Spurs หลายคน เกมนี้คงจะติดอยู่ในความทรงจำแบบลืมยากอีกหนึ่งนัด

    Aston Villa แซงชนะ Leeds – Rogers พระเอกคนใหม่

    ไม่ใช่แค่ในลอนดอนเท่านั้นที่ดราม่าเข้มข้น ที่ Elland Road เกมระหว่าง Leeds United vs Aston Villa ก็เต็มไปด้วยอารมณ์เช่นกัน

    Leeds ออกนำก่อน ทำให้ทั้งสนามเดือดด้วยความหวังว่าจะเก็บสามแต้มสำคัญหนีโซนตกชั้น แต่ Unai Emery ไม่ยอมแพ้จัดการเปลี่ยนแท็กติกและตัวผู้เล่นในครึ่งหลัง ส่งผลให้เกมรุก Villa ดูอันตรายขึ้นแบบเห็นได้ชัด

    Morgan Rogers กลายเป็นฮีโร่ของทีม

    • ยิงประตูตีเสมอ
    • และซัดฟรีคิกสุดสวยเป็นประตูชัย 2-1

    ช่วงท้ายเกมยังมีดราม่าเมื่อ Leeds คิดว่าตัวเองตีเสมอได้จากจังหวะร่วมกันของ Dan James และ Dominic Calvert-Lewin แต่ VAR จับได้ว่าบอลไปโดนมือ Calvert-Lewin ก่อนเข้าประตู ทำให้ประตูถูกยกเลิก ท่ามกลางเสียงโห่จากแฟนเจ้าบ้าน

    ความพ่ายแพ้นัดนี้ทำให้ Leeds ยังติดหล่มโซนหนีตกชั้นต่อไป ขณะที่ Villa ขยับขึ้นสู่อันดับท็อว์ 4 อย่างงดงาม

    ผลการแข่งขันวันเสาร์ – Newcastle คืนชีพ, Liverpool ดิ่งต่อ

    ก่อนเกมวันอาทิตย์ พรีเมียร์ลีกร้อนแรงตั้งแต่คืนวันเสาร์แล้วกับผลการแข่งขันชุดใหญ่

    • Burnley 0-2 Chelsea – เชลซีเก็บสามแต้มสำคัญเพื่อเรียกความมั่นใจ
    • Bournemouth 2-2 West Ham – เกมเปิดแลกจนจบแบบแบ่งแต้ม
    • Brighton 2-1 Brentford – ไบรท์ตันยังรักษามาตรฐานบอลเกมรุกของตัวเองได้ดี
    • Fulham 1-0 Sunderland – ฟูแล่มเฉือนแบบหืดจับ แต่สามแต้มล้ำค่า
    • Wolves 0-2 Crystal Palace – Palace เก็บคลีนชีตและสามแต้มได้อย่างมีวินัย

    ไฮไลต์หลักคือสองคู่ใหญ่

    1. Newcastle 2-1 Manchester City – สาลิกาดงปลุกไฟตัวเองกลับมาอีกครั้ง ชัยชนะนัดนี้ช่วยเรียกความเชื่อมั่นทั้งทีมและแฟนบอล หลังช่วงก่อนเบรกทีมชาติฟอร์มสะดุดไปพอสมควร
    2. Liverpool 0-3 Nottingham Forest – ความพ่ายแพ้อย่างขาดลอยใน Anfield กลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ต่อทีมของ Liverpool ทั้งในแง่สภาพจิตใจและแท็กติก ทำให้คำว่า “วิกฤต” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น

    บทสรุปค่ำคืนพรีเมียร์ลีก – คะแนน, ความรู้สึก, และสัญญาณอนาคต

    ค่ำคืนนี้สะท้อนหลายอย่างของพรีเมียร์ลีกปี 2025

    • Arsenal กำลังยืนระยะในฐานะทีมลุ้นแชมป์อย่างแท้จริง ด้วยฟอร์มคมทั้งรุกและรับ รวมถึงการเสริมผู้เล่นอย่าง Eberechi ที่ตอบโจทย์ระบบมาก
    • Spurs กำลังเผชิญช่วงเวลาทดสอบ ทั้งในแง่แท็กติกและสภาพจิตใจ หากไม่รีบแก้ไขอาจหลุดจากโซนยุโรปได้ง่าย ๆ
    • Aston Villa ภายใต้ Unai Emery พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่แค่ “ม้ามืดชั่วคราว” แต่คือทีมที่มีโครงสร้างแข็งแรงพอจะยืนระยะในกลุ่มหัวตาราง
    • ทีมใหญ่บางทีมอย่าง Liverpool และ Manchester City ก็เริ่มสะดุดให้เห็น ซึ่งเปิดโอกาสให้ตารางคะแนนขยับได้ทุกสัปดาห์

    พรีเมียร์ลีกในปีนี้จึงไม่ใช่ลีกที่ดูแล้วรู้ผลล่วงหน้า แต่เต็มไปด้วยเกมที่เปลี่ยนโมเมนตัมได้ภายในไม่กี่นาที เหมือนดาร์บี้แมตช์ที่ Eberechi ใช้ 90 นาทีเขียนชื่อของตัวเองลงไปในประวัติศาสตร์

    สำหรับแฟนบอลที่ดูเกมจบแล้วแต่อยาก “ลุ้นต่อ” ในมุมของการวิเคราะห์บอลและราคาต่อรอง การเลือกแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานเป็นเรื่องสำคัญมาก

    ลองเปลี่ยนการเชียร์ให้สนุกขึ้นด้วยการวางแผนและบริหารความเสี่ยงผ่าน ufabet เว็บตรง ที่รวมทั้งสถิติสด ราคาบอลหลากหลาย และรูปแบบเดิมพันครบในที่เดียว