ดราม่า VAR เชลซี พบ อาร์เซนอล ถูกกล่าวหาว่าทำผิด กฎทอง ในจังหวะแดงไกเซโด้ ufa365
ดราม่า VAR แมตช์ใหญ่ระหว่างเชลซีกับอาร์เซนอลที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ เต็มไปด้วยประเด็นให้พูดถึงทั้งในสนามและบนโซเชียล หนึ่งในจุดเดือดที่สุดคือจังหวะใบแดงของ มอยเซส ไกเซโด้ ที่ถูกไล่ออกจากสนามหลัง VAR แนะนำให้ผู้ตัดสิน แอนโธนี่ เทย์เลอร์ กลับไปดูจอมอนิเตอร์ข้างสนาม เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปเกมทันที แต่ยังทำให้เกิดคำถามใหญ่ตามมาว่า VAR ถูกใช้ตาม “กฎทอง” ที่ตั้งไว้ หรือกำลังกลายเป็นเครื่องมือ “ตัดสินใหม่ทั้งจังหวะ” กันแน่
ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ อดีตกองหน้าของเชลซีและลิเวอร์พูล ซึ่งรับหน้าที่เป็นกูรูวิเคราะห์เกมให้ Sky Sports ในวันนั้น ถึงกับพูดเป็นนัยว่าหนึ่งในหลักสำคัญของการใช้ VAR ถูกละเมิดไปแล้ว แม้เจ้าตัวจะยอมรับว่า เมื่อดูจากภาพช้าหลายมุมแล้ว การให้เป็นใบแดงก็ “ไม่ผิดนัก” ก็ตาม แต่เขากลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการนำ VAR มาใช้ในจังหวะนี้เท่าไร
จากเหลืองเป็นแดง จังหวะปะทะระหว่างไกเซโด้กับเมรีโน
เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางครึ่งแรก ไกเซโด้เข้าปะทะใส่ มิเกล เมรีโน กองกลางของอาร์เซนอล เขาพุ่งเข้าหาบอลแบบเร็วและแรง แต่พลาดโดนตัวคู่แข่งอย่างจัง ในจังหวะแรก เทย์เลอร์ควักใบเหลืองให้ไกเซโด้ ซึ่งถือเป็นการตัดสินแบบ “สด ๆ” ด้วยสายตาในสนาม
อย่างไรก็ตาม ทีม VAR เข้ามาเช็กเหตุการณ์อย่างละเอียด และหลังจากทบทวนภาพช้าหลายครั้ง ก็ส่งสัญญาณแนะนำให้เทย์เลอร์ไปดูจอข้างสนามด้วยตัวเอง ช่วงเวลานั้นเองที่หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “ดราม่ากำลังจะมา” เพราะในพรีเมียร์ลีก เราแทบคุ้นเคยแล้วว่า ถ้าผู้ตัดสินเดินไปดูจอข้างสนาม ส่วนใหญ่ผลลัพธ์มักลงเอยด้วยการ “เปลี่ยนคำตัดสินเดิม”
เมื่อเทย์เลอร์ดูรีเพลย์ในมุมช้า เขาเห็นขาของไกเซโด้เหยียดตรง ใช้แรงค่อนข้างมาก และเข้าถึงคู่แข่งก่อนจะถึงบอล แม้จะเป็นการเข้าอย่างหวังเล่นบอล แต่ลักษณะจังหวะแบบนี้เข้าข่าย “ใช้กำลังเกินควรและเสี่ยงต่อความปลอดภัยของคู่แข่ง” สุดท้ายเขาจึงยกเลิกใบเหลือง และควักใบแดงโดยตรงให้กับไกเซโด้ ท่ามกลางเสียงโห่และความไม่พอใจของแฟนบอลเจ้าถิ่น
“มันคือการตัดสินใหม่ทั้งจังหวะ” มุมมองของสเตอร์ริดจ์
สเตอร์ริดจ์อธิบายมุมมองของเขาอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เขาไม่สบายใจไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายโดยตรง เพราะเมื่อย้อนดูภาพช้าแล้ว จังหวะของไกเซโด้ก็ “อาจจะสมควรโดนแดงได้” ในกรอบกติกา แต่ประเด็นคือ กระบวนการที่เกิดขึ้นมันดูเหมือนว่า VAR ถูกใช้เพื่อ “รี-ตัดสิน” จังหวะ ที่ผู้ตัดสินในสนามคอนโทรลไว้แล้ว มากกว่าจะใช้ในกรณีที่เป็น “ความผิดพลาดชัดเจนและร้ายแรง” อย่างที่ควรจะเป็น
เขาพูดว่า เมื่อดูภาพช้า ๆ แล้ว แน่นอนว่ามันดูรุนแรงขึ้นกว่าที่เห็นในความเร็วจริง ภาพขาที่เหยียดตึง การปะทะที่ดูเต็มแรง และการที่เมรีโนโดนก่อนบอล ทำให้จิตใจคนดู รวมถึงผู้ตัดสินเอง ถูกโน้มน้าวไปในทาง “โทษหนัก” มากขึ้นอยู่แล้ว
สเตอร์ริดจ์เปรียบเทียบให้เห็นง่าย ๆ ว่า ในความเร็วจริง จังหวะนี้อาจถูกมองว่าเป็นการฟาวล์แรงที่สมควรโดนใบเหลือง แต่เมื่อถูกตัดมาให้ดูเฉพาะภาพช้าเน้นจุดปะทะ มันจะทำให้ทั้งผู้ตัดสินและผู้ชมรู้สึกว่า “แย่กว่าความเป็นจริง” และนี่คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่ากำลังข้ามเส้น “กฎทองของ VAR” อยู่
อลัน สมิธ ย้ำจุดสำคัญ: “ต้องโชว์จังหวะจริงด้วย ไม่ใช่แต่ภาพช้า”
ก่อนหน้านั้นไม่นาน อลัน สมิธ อดีตดาวยิงอาร์เซนอลซึ่งรับบทคอมเมนเตเตอร์ในเกมนี้ ก็พูดคล้ายกันว่า ในจังหวะแบบนี้ สิ่งสำคัญคือ ผู้ตัดสินควรได้เห็นทั้งภาพช้าและความเร็วจริง
เขาชี้ว่าไกเซโด้ “มาด้วยความเร็วและแรง” และขาที่เหยียดตรงคือสิ่งที่กรรมการมักกังวล เพราะมันเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของคู่แข่ง แต่ก็เตือนว่า หากดูแค่ภาพช้าอย่างเดียว ความรู้สึกต่อความรุนแรงจะถูกขยายขึ้นไปอีกขั้น
สมิธถึงกับบอกว่า “นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม” เพราะการเหลือ 10 คนตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมระดับนี้ ทำให้รูปเกมและแท็กติกของเชลซีต้องเปลี่ยนไปหมด
“กฎทองของ VAR” คืออะไร ทำไมหลายคนถึงพูดถึง?
เวลาพูดถึง “กฎทอง” ในการใช้ VAR ส่วนใหญ่หมายถึงหลักการสำคัญข้อหนึ่งที่ฟีฟ่าและพรีเมียร์ลีกย้ำมาตลอด นั่นคือ
VAR มีไว้เพื่อแก้ไข “ความผิดพลาดชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด” หรือ “เหตุการณ์สำคัญที่ผู้ตัดสินพลาดแบบชัด ๆ”
ไม่ใช่เพื่อ “ตัดสินใหม่ตั้งแต่ต้น” หรือเปลี่ยนการตีความที่ไม่ได้ผิดพลาดร้ายแรง
ในจังหวะนี้ เทย์เลอร์เห็นเหตุการณ์แบบเต็มตาในสนาม และตัดสินใจแจกใบเหลืองทันที นั่นแปลว่าเขาผ่านกระบวนการ “ประเมินแล้ว” ว่าฟาวล์นี้อยู่ในระดับไหน แต่เมื่อ VAR เข้ามาบอกให้ย้อนดูใหม่ แล้วสุดท้ายต้องเปลี่ยนจากเหลืองเป็นแดง จึงเกิดคำถามว่า
นี่คือ “ความผิดพลาดชัดเจน” จริง ๆ หรือเป็นเพียงการ “มองต่างมุม” ระหว่างห้อง VAR กับผู้ตัดสินในสนาม?
VAR แค่ช่วยชี้ภาพให้เห็นบางมุมที่เทย์เลอร์อาจมองไม่ชัด หรือกำลัง “รีเฟรช” การตัดสินแบบเต็มจังหวะให้เขาใหม่?
สเตอร์ริดจ์จึงใช้คำว่า “They’ve re-reffed it” หรือ “พวกเขาตัดสินใหม่ทั้งจังหวะ” ซึ่งสะท้อนความกังวลว่า VAR กำลังค่อย ๆ ล้ำเส้นจากผู้ช่วยตัดสิน ไปเป็นผู้ตัดสินคนที่สองในเงามืดแทน
เหตุผลของพรีเมียร์ลีกและคำประกาศทางการ
หลังจบเหตุการณ์ มีการออกโพสต์จาก Premier League Match Centre อธิบายการตัดสินใจว่า การสั่งเปลี่ยนใบเหลืองเป็นใบแดงให้ไกเซโด้เกิดจากการประเมินว่าเป็น “Serious Foul Play” หรือการฟาวล์รุนแรง ใช้กำลังเกินควร และเสี่ยงทำให้คู่แข่งบาดเจ็บหนัก
แถลงของผู้ตัดสินที่ถูกฉายผ่านระบบเสียงในสนามระบุชัดเจนว่า:
“หลังจากตรวจสอบแล้ว ผู้เล่นเชลซีหมายเลข 25 เข้าปะทะด้วยแรงเกินควรและทำให้คู่แข่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ดังนั้นคำตัดสินสุดท้ายของผมคือใบแดง”
จากมุมของกติกาล้วน ๆ การให้ใบแดงจึงสามารถอธิบายได้ชัดเจน แต่จากมุมของ “การใช้ VAR ตามหลักการเดิม” นี่แหละคือจุดถกเถียงที่แฟนบอลและกูรูจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกขัดใจ
10 คนแต่ไม่ถอดใจ เชลซียังยิงนำได้ก่อน
แม้จะเหลือผู้เล่นน้อยกว่า แต่เชลซีกลับเป็นฝ่ายได้ประตูนำก่อนจากลูกตั้งเตะ ทรีโว ชาโลบาห์ โฉบขึ้นมาโหม่งลูกเตะมุมของ รีซ เจมส์ เข้าไปอย่างเฉียบคม ทำให้สแตมฟอร์ดบริดจ์ระเบิดเสียงเฮ เปลี่ยนความอัดอั้นจากเหตุใบแดงให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนแทน
อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบด้านสกอร์ของเชลซีอยู่ได้ไม่นาน อาร์เซนอลก็ไล่ตีเสมอจากลูกโหม่งของ มิเกล เมรีโน เอง ที่ขึ้นมาเอาชนะแนวรับแล้วโขกผ่าน โรเบิร์ต ซานเชซ เข้าไปจากการเปิดบอลอย่างแม่นของ บูกาโย ซาก้า เกมกลับสู่จุดสมดุล แต่ความกดดันฝั่งเจ้าถิ่นยังคงอยู่เต็มที่ เพราะต้องเล่น 10 คนจนจบ
ดราม่าต่อเนื่อง: ฮินคาปี ศอกใส่แต่ไม่โดนแดง
หลังจากไกเซโด้ถูกไล่ออก เกมก็ยังมีจังหวะให้แฟนบอลถกเถียงต่อ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ ปิเอโร่ ฮินคาปี ของอาร์เซนอล ถูกมองว่ามีศอกไปโดนใบหน้าของชาโลบาห์ในจังหวะปะทะกัน
แฟนเชลซีจำนวนหนึ่งมองว่าเหตุการณ์นั้น “เข้าข่ายใบแดงได้เหมือนกัน” และตั้งคำถามว่า ทำไม VAR ถึงไม่สั่งให้ดูจออย่างละเอียดเหมือนจังหวะของไกเซโด้ ขณะที่ในสนาม เทย์เลอร์เลือกให้เป็นเพียงฟาวล์และไม่มีใบแดงตามมา
เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้เสียงวิจารณ์ดังขึ้นว่า มาตรฐานการใช้ VAR และการให้โทษหนัก–เบายังไม่นิ่งพอในสายตาแฟนบอลและคนดูทั่วไป
ใบเหลืองเกลื่อนสนาม สะท้อนเกมที่ตึงเครียดทุกวินาที
นอกจากใบแดงของไกเซโด้แล้ว เกมนี้ยังเต็มไปด้วยใบเหลือง กระทั่งตัวสำรองอย่าง ไมลส์ ลูวิส–สเกลลี่ ที่เพิ่งถูกส่งลงแทน ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี ก็โดนใบเหลืองอย่างรวดเร็วหลังลงมาไม่กี่นาที ขณะที่คาลาฟิออรีเองก็ถูกจดชื่อไปก่อนแล้วเช่นกัน
จำนวนใบเหลืองจำนวนมากสะท้อนให้เห็นชัดว่า เกมนี้ทั้งเข้มข้นในแง่แท็กติกและอารมณ์ ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่านี่คือเกมสำคัญต่อการลุ้นพื้นที่หัวตาราง และทุกจังหวะดวลตัวต่อตัวจึงไม่มีใครยอมใครง่าย ๆ
VAR: ผู้ช่วยสร้างความยุติธรรมหรือจุดต้นตอของความขัดแย้งใหม่?
กรณีใบแดงของไกเซโด้ในเกมนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคำถามเก่าแต่ยังตอบไม่เคยลงตัวว่า
– VAR ช่วยทำให้เกม “ยุติธรรมขึ้น” จริงไหม?
– หรือกำลังทำให้เกม “ถูกตัดต่อและตีความใหม่” จนความลื่นไหลและอารมณ์สด ๆ ของฟุตบอลเริ่มหายไป?
ในด้านหนึ่ง การเห็นผู้เล่นที่เข้าปะทะด้วยแรงเกินควรโดนลงโทษหนัก ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีว่า ลีกให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเตะ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากการใช้ VAR ทำให้ผู้ตัดสินในสนามรู้สึกไม่กล้าไว้ใจการตัดสินของตัวเอง และต้องพึ่งภาพช้าเป็นหลักตลอดเวลา ความเชื่อมั่นของแฟนบอลต่อระบบก็อาจสั่นคลอนเช่นกัน
เสียงของคนอย่างสเตอร์ริดจ์และอลัน สมิธ จึงสำคัญในฐานะ “เสียงเตือน” ว่า VAR ควรช่วยเสริม ไม่ใช่แย่งบทบาทหลักของผู้ตัดสินในสนาม
บทสรุป: เกมหนึ่งนัด แต่คำถามอีกยาวไกล
แมตช์เชลซี–อาร์เซนอลครั้งนี้จะถูกจดจำไม่ใช่แค่ในฐานะเกมที่มีใบแดงสำคัญ หรือประตูตีเสมอสุดเข้มข้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทในประวัติศาสตร์ของการถกเถียงเรื่อง VAR ในพรีเมียร์ลีก ว่าควรถูกใช้ “แค่ไหนอย่างไร” ถึงจะไม่ล้ำเส้นจากผู้ช่วย ไปเป็นผู้ตัดสินคนใหม่ที่อยู่หลังจอ
ไม่ว่าจะเชียร์ฝั่งไหน สิ่งที่ทุกคนอยากเห็นเหมือนกันคือมาตรฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และสม่ำเสมอ เพราะสุดท้ายแล้ว ฟุตบอลควรเป็นเกมที่ทุกฝ่ายรู้สึกว่า “แพ้ชนะกันด้วยฟอร์มและความกล้าลุยในสนาม” มากกว่าความอึดอัดจากการรอคำตัดสินยืดยาวจากห้อง VAR
ถ้าคุณชอบเกาะทุกดราม่าฟุตบอล ตั้งแต่ VAR ใบแดง ไปจนถึงราคาบอลสดและมุมมองวิเคราะห์แบบเจาะลึกก่อนลงสนาม ลองเปิดโหมดเชียร์บอลให้จริงจังและมันส์ขึ้นอีกขั้นกับ ufa365 ที่รวมทั้งข่าว บทวิเคราะห์ และข้อมูลสำคัญให้คอบอลใช้ตัดสินใจก่อนทุกคู่ใหญ่









